“อืม ทำได้ดี”
‘โจวเช่อ’พยักหน้าเล็กน้อย น้ำเสียงราบเรียบจนยากจะคาดเดาอารมณ์ “ช่วงนี้ขุมกำลังอื่นมีความเคลื่อนไหวใดบ้าง?”
“ทูลฝ่าบาท นิกายบัวยังคงปิดสำนักไม่ออกมา ขุมกำลังใหญ่ทั้งหลายในเขตตะวันออกยังคงเข่นฆ่ากันเองไม่หยุด ล้วนไม่น่ากังวลพ่ะย่ะค่ะ
มีเพียงอารามมรรคาในเขตโบราณโม่อวิ๋นแห่งนั้น ที่เติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงหลายปีมานี้”
ขุนนางผู้รับผิดชอบด้านข่าวกรองอีกคนกราบทูล
“เขตโบราณโม่อวิ๋น”
‘โจวเช่อ’เคาะนิ้วลงบนที่เท้าแขนบัลลังก์มังกร ประกายสีทองวูบผ่านดวงตาอย่างยากจะสังเกต “ก็เป็นแค่เศษเดนจากอารามมรรคาเมื่อครั้งก่อน ดิ้นรนเอาชีวิตรอดไปวัน ๆ เท่านั้น
เดิมทีข้าคิดจะรอให้ ‘กาลเหมาะ’ สุกงอมกว่านี้แล้วค่อยจัดการพวกมัน ในเมื่อไม่รู้จักอยู่สงบ...”
เขาหันไปมอง ‘หลินซู’ ซึ่งอยู่ข้างกาย “ราชครู เจ้าคิดเห็นอย่างไร?”
‘หลินซู’สะบัดแส้ปัดฝุ่น น้ำเสียงราบเรียบไร้คลื่นอารมณ์ “ฝ่าบาท เขตโบราณโม่อวิ๋นตั้งอยู่บนทำเลยุทธศาสตร์ ทรัพยากรก็พอใช้ได้ สาขาของอารามมรรคาแห่งนั้นยิ่งเป็นปัจจัยไม่มั่นคง
ได้ยินมาว่าหยางเฉิง เจ้าสำนักของพวกมัน บรรลุถึงขั้นเก้าแล้ว ส่วนเฉินชิงชิง เผยเต้าควง และเซียวเฉิงอวี้ก็รับมือได้ยากไม่น้อย
แม้จะปล่อยให้พวกมันขยายอำนาจก็ใช่ว่าจะเป็นปัญหา แต่หากก่อภัยขึ้นมาคงไม่ดี มิสู้กวาดล้างด้วยกำลังดุจสายฟ้า นอกจากจะตัดปัญหาในภายหน้าได้แล้ว ยังข่มขวัญผู้คิดการไม่ซื่อรายอื่น ทั้งยังยึดทรัพยากรและผู้คนมาส่งเสริมแผนการใหญ่ของราชสำนักได้พ่ะย่ะค่ะ”
“คำของราชครูตรงกับใจเรา”
มุมปากของ ‘โจวเช่อ’ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นชา ซึ่งดูขัดกับใบหน้าอัน ‘น่าเกรงขาม’ ของเขาอยู่บ้าง “ถ่ายทอดราชโองการของเรา สั่งให้กองทัพสามสาย ได้แก่ เจิ้นซี ผิงตง และติ้งเป่ย ระดมพลอย่างลับ ๆ พร้อมเสริมกำลังด้วยกองทัพพิทักษ์เซียน อีก 1 เดือนให้เคลื่อนทัพไปยังเขตโบราณโม่อวิ๋น ครานี้ต้องถอนรากถอนโคน ไม่ให้เหลือแม้แต่ไก่หมา”
