“ไม่เป็นไร เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น”
เต้าจวินอวี้ฮวาโบกมือ ก่อนเอ่ยเตือนอีกครั้งว่า “อย่างไรก็ตาม มีเรื่องสองสามประการที่ต้องแจ้งให้เจ้าสำนักทราบล่วงหน้า
ข้อแรก ช่องทางสายนั้นมิได้มุ่งตรงสู่เขตใจกลางแดนเซียน แต่ทอดไปยังดาว ‘สถานีพักแรม’ แห่งหนึ่งบริเวณรอบนอกแดนเซียน ที่นั่นคนปะปนกันไปทั่ว ทั้งผู้ลักลอบเดินทางมาจากต่างโลกและผู้ลี้ภัยมีอยู่ไม่น้อย ต้องระมัดระวังให้มาก
ข้อสอง แม้จะจัดการเรื่องทางราชสำนักศักดิ์สิทธิ์ได้ แต่ก็หลีกเลี่ยงขั้นตอนบางอย่างไม่ได้ อาจเกิดอุปสรรคขึ้นบ้าง เจ้าสำนักต้องอดทนไว้ ข้อสาม…”
เขาเหลือบมองคนหลายคนที่อยู่เบื้องหลังหยางเฉิง “ยามผ่านช่องทาง เพื่อไม่ให้ทูตตรวจสวรรค์ของแดนเซียนจับพิรุธได้ จำนวนคนไม่ควรมากเกินไป อีกทั้งควรปิดบังกลิ่นอาย ปลอมตัวเป็นผู้บำเพ็ญทั่วไปที่ออกแสวงหามรรคาและเสาะหาหนทางสู่เซียน”
“เข้าใจแล้ว ขอบคุณเต้าจวินที่ชี้แนะ”
หยางเฉิงพยักหน้า
“เช่นนั้น เจ้าสำนักพักผ่อนในเมืองสักสองสามวันก่อนเถิด รอข้าไปจัดการเตรียมการให้เรียบร้อย เมื่อสำเร็จแล้ว ข้าจะส่งคนมาแจ้ง”
เต้าจวินอวี้ฮวากล่าว
หลายวันต่อมา ห่างจากนครวัฏสงสารไปสามพันลี้ ภายในหุบเขาเร้นลับแห่งหนึ่ง
หุบเขาถูกปกคลุมด้วยหมอกหนาทึบ ผู้คนภายนอกยากจะสอดส่องเข้าไปได้
กลางหุบเขามีเรือเหาะลำหนึ่งจอดอยู่ ยาวราวร้อยจั้ง หล่อขึ้นจากโลหะสีเขียวทองทั้งลำ
รูปทรงของเรือเหาะเรียบขรึมโบราณ ลำเรือสลักอักขระเซียนอันซับซ้อนไว้ แม้ไม่ยิ่งใหญ่เท่าเรือรบข้ามพิภพของเขาตันเสีย แต่ก็เปี่ยมด้วยกลิ่นอายเซียนอันพลิ้วไหวเป็นเอกลักษณ์
นี่คือ “เรือเซียนนำทาง” ที่เต้าจวินอวี้ฮวาจัดเตรียมไว้
หยางเฉิง ถังซิงอวี๋ สวีฝาน อวิ๋นหลีเยว่ อวิ๋นจิ่งหวย หลินซิงหลาน และสมาชิกแกนหลักของอารามมรรคาคนอื่น ๆ ต่างเปลี่ยนเป็นชุดเต๋าที่ไม่สะดุดตา เก็บงำกลิ่นอาย แล้วขึ้นเรือเหาะ
