“อะไรนะ?”
เสียงร้องอุทานด้วยความสงสัยหลายเสียงดังมาจากป่าทึบเบื้องล่าง
“พวกซ่อนหัวโผล่หาง กล้าขวางทางอารามมรรคาของข้าด้วยหรือ?”
เสียงของหยางเฉิงราบเรียบ ทว่าก้องกังวานไปทั่วขุนเขา
จากนั้นเขาก็ชี้นิ้วไปยังจุดหนึ่งในป่าทึบเบื้องล่าง แล้วสะบัดมืออย่างไม่ใส่ใจ
ปราณกระบี่อสูรพลันปะทุขึ้น
สายน้ำกระบี่สีเลือดสายหนึ่งพุ่งฉีกห้วงอากาศ
ในป่าทึบเบื้องล่าง หัวหน้าผู้ซุ่มโจมตีสองคนซึ่งอยู่ในขั้นบรรพชนยุทธ์ชั้นหนึ่ง พลันสัมผัสได้ถึงวิกฤตถึงชีวิต
พวกเขาตกใจจนคิดจะถอยหนี แต่ก็สายเกินไปเสียแล้ว
พรูด! พรูด!
เสียงเบาสองครั้งดังขึ้น ราวกับฟองอากาศแตก ร่างของหัวหน้าขั้นบรรพชนยุทธ์ทั้งสองรวมถึงดวงวิญญาณพลันสลายหายไปอย่างไร้สุ้มเสียงในชั่วพริบตา
สำหรับหยางเฉิงในตอนนี้ บรรพชนยุทธ์ชั้นหนึ่งกระจอกงอกง่อย ไม่คู่ควรให้เอ่ยถึงด้วยซ้ำ
เมื่อหัวหน้าถูกสังหารในพริบตา ผู้ซุ่มโจมตีที่เหลือก็ขวัญหนีดีฝ่อ พากันแตกกระเจิงหนีเอาชีวิตรอด
หยางเฉิงคร้านจะไล่สังหารพวกปลายแถวเหล่านั้น จึงปล่อยให้หนีเข้าไปในหุบเขาลึก
“เดินทางต่อ”
หยางเฉิงสั่ง เรือเหาะจึงเริ่มเคลื่อนต่ออีกครั้ง
หลังผ่านศึกครั้งนี้ เหล่าศิษย์ที่ร่วมเดินทางต่างมองหยางเฉิงด้วยความยำเกรงยิ่งกว่าเดิม
ผู้สืบทอดหนุ่มผู้นี้มีพลังลึกล้ำเกินหยั่งถึงยิ่งกว่าที่ข่าวลือกล่าวไว้
ส่วนหยางเฉิงทอดสายตามองไปทางเมืองโม่ พลางครุ่นคิด
ดูท่าเมืองโม่แห่งนี้อาจไม่ต้อนรับประมุขอารามมรรคาคนใหม่อย่างเขาก็เป็นได้
ขณะเดียวกัน ณ อารามมรรคาสาขาใจกลางเมืองโม่ ซึ่งโอ่อ่าตระการตา
ภายในโถงประชุม
บรรยากาศค่อนข้างอึมครึม
ชายวัยกลางคนผู้สวมอาภรณ์แพรและมีใบหน้าคมเข้ม นั่งอยู่บนที่นั่งรอง นิ้วมือเคาะพนักแขนเบา ๆ
เขาคือจินเตาชั่ว รองประมุขอารามมรรคาแห่งเมืองโม่
พลังของเขาบรรลุถึงขั้นบรรพชนยุทธ์ชั้นสองระดับสูงสุด ตั้งหลักปักฐานอยู่ที่นี่มาหลายปี รากฐานมั่นคงอย่างยิ่ง
เบื้องล่างมีผู้อาวุโสและผู้ดูแลหลายคนของอารามสาขานั่งอยู่ ทุกคนล้วนเป็นคนสนิทของเขา
“ประมุขอาราม”
