สนามรบพลันตกอยู่ในความเงียบงันชั่วขณะ
สีหน้าเถี่ยซานย่ำแย่ถึงขีดสุด แววตายังฉายความตื่นตระหนกอยู่เล็กน้อย “นี่มันเปลวเพลิงอะไรกัน ถึงกับกลืนกินพลังทำลายล้างแห่งพลังอำมหิตเร้นลับได้!”
เสียงของฮูหยินหานพั่วดังขึ้นอย่างเคร่งขรึม “เพลิงนี้ไม่ธรรมดา แม้แต่พลังเต๋าแห่งน้ำแข็งเร้นลับของข้าก็ยังถูกกัดกร่อน”
ผู้ทรงเกียรติกู่ฝู่เอ่ยอย่างเดือดดาล “หมอกพิษหมื่นกัดกร่อนกับวิญญาณหนอนกัดกระดูกของข้า เถี่ยซาน หานพั่ว พวกเจ้าอย่าปล่อยให้เพลิงนี้คงอยู่ต่อไป”
หยางเฉิงยืนอยู่บนกำแพงเมือง ใบหน้าซีดขาวเล็กน้อย
เมื่อครู่นี้ดูเผิน ๆ คล้ายลงมืออย่างง่ายดาย ทว่าแท้จริงกลับสูบสำรองเพลิงกรรมในร่างเขาไปถึงสามส่วน
แต่สีหน้าเขาไม่เผยพิรุธใด เพียงมองไปยังเถี่ยซาน พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบถึงกระดูก “เถี่ยซาน เพลิงต้องห้ามของข้าเป็นอย่างไร เข้าตาเจ้าบ้างหรือไม่?
เหล่าทหารเมืองหมอกพราง ทะยานสังหารไปพร้อมกับข้า!”
คำว่า “สังหาร” นั้นเปรียบดังประกายไฟสุดท้ายที่จุดชนวน
สนามรบซึ่งเงียบงันไปชั่วขณะพลันเดือดพล่านขึ้นมา
“ชาวเมืองหมอกพรางทั้งหลาย จงติดตามเจ้าเมืองไปสังหารศัตรู!”
เจิ้งกวนเป่าเป็นคนแรกที่ได้สติ เขาคำรามลั่น เสียงสะเทือนไปทั่วกำแพงทิศตะวันออก
หลินซิงหลาน อวิ๋นหลีเยว่ และคนอื่น ๆ ต่างนำทัพออกศึกพร้อมกัน
ส่วนหยางเฉิง หลังเปล่งคำว่า “สังหาร” ออกมา ร่างก็แปรเป็นลำแสงสีเทาดำ พุ่งออกจากเมืองตรงไปยังทะเลเพลิงกรรมไร้สี ซึ่งเขาเป็นผู้จุดขึ้นด้วยมือตนเอง
“เฉิงเฉิง”
ถังซิงอวี๋เอ่ยอย่างเป็นกังวล
“ไม่เป็นไร”
หยางเฉิงตอบอย่างสงบนิ่ง
เขาไม่ได้หุนหันพลันแล่น
เพลิงกรรมถือกำเนิดจากเขา แม้มีอานุภาพเผาผลาญบาปกรรมจนสิ้น แต่ก็ไม่ทำอันตรายต่อตัวเขาแม้แต่น้อย
ยามนี้เขาจำต้องเข้าใกล้แนวหน้ามากขึ้น
“เถี่ยซาน เจ้าทำได้แค่นี้เองหรือ?”
