ขอบเขตเต๋าแห่งความโกลาหลหุบปิด หมายจะสะกดสิ่งวิปลาสทั้งสี่ตนไว้
ซากฟ้าร้าง มหาพันโลก จิตประสาน และลืมเลือนปฐพี
เงาทั้งสี่สายพลันหลอมรวมเข้าด้วยกัน
พลังแห่งความว่างเปล่า ภาพลวงตา ห้วงความคิด และการลืมเลือนปะทะกัน ก่อเกิดเป็นจุดเอกฐานอันวุ่นวาย ภายในแฝงแนวคิดสูงสุดที่ไร้เหตุผล ถึงกับแผ่กลิ่นอายราวกับกำลังจะทะลวงพันธนาการของขอบเขตเต๋า เรียกหาตัวตนที่สูงส่งยิ่งกว่า
ขณะที่จุดเอกฐานกำลังจะระเบิดแต่ยังไม่ทันระเบิด เหนือฟากฟ้าทะเลขม ณ สถานที่ห่างไกลและว่างเปล่ายิ่งกว่า
รอยแยกสองสายพลันเปิดออกอย่างไร้ลางบอกเหตุ
รอยหนึ่งอยู่เบื้องบน ลอยสูงเหนือฟ้าเก้าชั้น
ภายในพวยพุ่งด้วยปราณบริสุทธิ์ว่างเปล่าไร้ขอบเขต ทว่ากลับแฝงความเย็นชาเด็ดขาดที่มองลงมายังสรรพสิ่ง ราวกับเห็นชีวิตทั้งปวงเป็นเพียงหมากบนกระดาน
ปราณบริสุทธิ์รวมตัว ก่อร่างเป็นเงาร่างแห่งสวรรค์สีขาวบริสุทธิ์ทั่วทั้งร่าง ใบหน้าเลือนราง มีเพียงดวงตาสีเงินขาวคู่หนึ่ง ไร้ทั้งความโศกและความยินดี
อสูรฟ้า
อีกรอยอยู่เบื้องล่าง หยั่งลึกลงไปในแดนมรณะ
ภายในพ่นไอแห่งความตายอันขุ่นมัวออกมา ทว่าแฝงพลังเวียนวัฏแห่งมรรคาที่หล่อเลี้ยงสรรพสิ่ง และทำให้ทุกอย่างหวนคืนสู่ธุลีดิน
ไอแห่งความตายรวมตัว กลายเป็นเงาร่างแห่งปฐพีสีดำสนิททั่วทั้งร่าง หลังค่อมงองุ้ม ดวงตาทั้งสองประหนึ่งบ่อน้ำแห้งเหือด เงียบสงัดลึกล้ำ
นั่นคืออสูรปฐพี
เมื่ออสูรทั้งสองปรากฏกาย ฟ้าดินแห่งทะเลขมก็ส่งเสียงคร่ำครวญ
ความน่าสะพรึงกลัวของกลิ่นอายพวกมันเกินกว่าจะใช้เคราะห์ภัยแปดครั้งมาเปรียบเปรย บัดนี้ทั้งคู่บรรลุถึงจุดสูงสุดของเคราะห์ภัยเก้าครั้งแล้ว เป็นตัวตนอันสูงส่งที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดแห่งพลังของโลกนี้อย่างแท้จริง และสัมผัสถึงปลายทางของมรรคาได้
เมื่อเทียบกับเซียนจุนปฐมกำเนิดแล้ว พวกมันยังเหนือกว่าหลายขุม
“ไร้ประโยชน์”
ดวงตาสีเงินขาวของอสูรฟ้ากวาดมองจุดเอกฐานอันวุ่นวายที่กำลังจะระเบิดอย่างเย็นชา รวมถึงเศษเสี้ยวเจตจำนงของสิ่งวิปลาสทั้งสี่ในนั้น น้ำเสียงเรียบไร้คลื่นอารมณ์ ทว่ากลับทำให้ดวงวิญญาณของสรรพชีวิตแข็งค้าง
