“ครืน!”
หอคอยบุกเมืองหลังหนึ่งถูกจรวดเพลิงยิงเข้าใส่ เปลวไฟลุกโหมท่วม ทหารบนหอคอยกรีดร้องพลัดตกลงมา
“เทลาวา!”
ลาวาร้อนระอุไหลทะลักลงมาจากช่องกำแพงเมือง ราดใส่ทหารที่กำลังปีนบันไดพาดกำแพง พลันเนื้อหนังปริแตก เลือดเนื้อเละเทะน่าสยดสยอง
“ทิ้งหิน!”
ก้อนหินขนาดมหึมาราวภูเขาร่วงลงจากเชิงเทิน ทุบทำลายบันไดพาดกำแพงทีละอัน เหล่าทหารบนบันไดร่วงหล่นลงมาไม่ต่างจากว่าวขาดสาย
การสู้รบปะทุถึงขีดเดือดตั้งแต่เริ่มต้น
กองทัพราชวงศ์อาศัยความได้เปรียบด้านจำนวน ระดมบุกระลอกแล้วระลอกเล่าอย่างไม่ขาดสาย
ส่วนกองทัพรักษาเมืองอาศัยความได้เปรียบจากกำแพงเมือง ใช้ทั้งเครื่องมือป้องกันเมืองสารพัดชนิดและฝีมือยุทธ์ของตนต้านทานอย่างดื้อรั้น
หยางเฉิงยังไม่ลงมือ
เขายืนอยู่บนหอคอยกลางเมือง สังเกตการณ์รบอย่างสุขุม
หัวใจสำคัญของศึกป้องกันเมืองครั้งนี้อยู่ที่การยืนหยัดให้ยาวนาน และบั่นทอนกำลังพลของศัตรู
ขอเพียงทำให้กองทัพราชวงศ์ต้องจ่ายราคาอย่างหนักหน่วง ก็ย่อมก่อให้เกิดผลกระทบต่อเนื่อง
หนึ่งวันผ่านไป
ใต้กำแพงเมืองเต็มไปด้วยซากศพ ทว่าการโจมตีของกองทัพราชวงศ์กลับไม่ลดน้อยลงแม้แต่น้อย
สองวันผ่านไป
กองทัพรักษาเมืองเริ่มมีผู้บาดเจ็บล้มตาย แต่ขวัญกำลังใจยังคงฮึกเหิม
ยามสนธยาของวันที่สาม สถานการณ์เลวร้ายที่สุดก็เกิดขึ้น กำแพงเมืองช่วงหนึ่งพังครืนลงภายใต้การโจมตีอย่างต่อเนื่อง เผยให้เห็นช่องโหว่กว้างหลายสิบจั้ง
“กำแพงแตกแล้ว! ฆ่าบุกเข้าไป!”
แม่ทัพราชวงศ์ตะโกนอย่างตื่นเต้น เหล่าทหารมืดฟ้ามัวดินกรูกันเข้าใส่ช่องโหว่
“อุดช่องโหว่ไว้!”
แม่ทัพฝ่ายรักษาเมืองคำราม นำกองหนุนพุ่งเข้าไป
ทั้งสองฝ่ายเปิดฉากต่อสู้ประชิดตัวอย่างดุเดือด ณ ช่องโหว่
แสงดาบเงากระบี่ เลือดเนื้อกระเซ็นกระจาย
ทุกลมหายใจมีคนล้มลง ทว่าคนที่อยู่ด้านหลังก็เข้ามาแทนที่ทันที ก่อนจะสู้รบต่อไป
