หยางเฉิงหันกลับไปมองเบื้องล่างเวที
เมื่อสายตาของเขากวาดผ่าน ทุกคนต่างก้มหน้าลงโดยไม่รู้ตัว บ้างก็เบือนหน้าหนี ไม่มีใครกล้าสบตาเขา
แม้แต่หวังเต๋อจงยังค้อมกายลงเล็กน้อยเพื่อแสดงความเคารพ
สุดท้ายสายตาของหยางเฉิงหยุดลงที่โม่โหย่วไฉซึ่งนอนหมดเรี่ยวแรงอยู่บนพื้น ใบหน้าซีดเผือดราวกับคนตาย
“ท่านประมุขโม่”
หยางเฉิงเอ่ยเสียงเรียบ แต่กลับทำให้โม่โหย่วไฉสะท้านไปทั้งร่าง “ตอนนี้เจ้าพอจะให้คำชี้แจงแก่ข้าและทุกคนที่อยู่ที่นี่ได้หรือยัง?”
โม่โหย่วไฉพลันได้สติ รีบคลานกระเสือกกระสนไปหมอบกับพื้น โขกศีรษะไปทางหยางเฉิงไม่หยุด
น้ำตากับน้ำมูกไหลอาบหน้า เขาร้องเสียงแหบพร่า “ผู้อาวุโสโปรดไว้ชีวิตด้วย ผู้อาวุโสโปรดไว้ชีวิต! ข้าน้อยถูกบังคับ ทุกอย่างเป็นเพราะซุนลี่บีบให้ข้าทำทั้งนั้น
เขาบอกว่าเป็นผู้ดูแลสำนักเทพโลหิตจากแดนเซียน มายังโลกแสงศักดิ์สิทธิ์เพื่อตามหา ‘สิ่งของสำหรับสังเวยโลหิต’ กับ ‘ผู้มีวาสนา’ แล้วเลือกหอรวมสมบัติของข้าให้ร่วมมือ
กระดองเต่าปลอมนั่น รวมถึงงานประมูลครั้งนี้ ล้วนเป็นแผนการของเขาทั้งหมด ข้าน้อยเพียงทำตามคำสั่ง ไม่อาจขัดขืนได้จริง ๆ
ขอผู้อาวุโสเห็นแก่ความต้อยต่ำของข้าน้อยที่เป็นเพียงมดปลวก โปรดไว้ชีวิตข้าด้วย! ทรัพย์สินทั้งหมดของหอรวมสมบัติ ข้าน้อยยินดีมอบให้ท่านเพื่อไถ่โทษ“
เขาพูดจาสับสน โยนความรับผิดชอบทั้งหมดไปให้ปรมาจารย์ซุนที่ตายไปแล้ว ขอเพียงให้ตนรอดชีวิต
“ผู้ดูแลสำนักเทพโลหิต สิ่งของสำหรับสังเวยโลหิตงั้นหรือ?”
แววเย็นเยียบวาบผ่านดวงตาของหยางเฉิง
เป็นเช่นนี้จริงด้วย นี่ไม่ใช่แค่การหลอกลวงธรรมดา เบื้องหลังยังพัวพันกับแผนการของแดนเซียน
ซากปรักหักพังในโลกแสงศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ ดูท่าจะตกเป็นเป้าหมายของขุมอำนาจบางแห่งจากแดนเซียนมานานแล้ว เพียงแต่ไม่รู้ว่าเป้าหมายที่แท้จริงของพวกเขาคือสิ่งใด และเกี่ยวข้องกับ ‘กรวยมรรคา’ ที่ใช้ผนึกหงเหมิงหรือไม่
