“แหลก!”
มุมปากของหยางเฉิงมีเลือดสดไหลซึม
ทว่าแววตาของเขากลับยิ่งเปล่งประกาย แสงจากกระบี่เพลิงในมือพลันสว่างวาบขึ้นอีกครั้ง
เขาผ่าร่างเงาวิหารศักดิ์สิทธิ์อันใหญ่โตไร้ขอบเขตออกเป็นรอยแยกขนาดมหึมายาวนับหมื่นลี้ได้อย่างดุดัน
“กร๊อบ...”
เงาวิหารศักดิ์สิทธิ์ส่งเสียงคำรามกึกก้อง ก่อนจะพังทลายลงในที่สุด
แรงสะท้อนจากเงาที่พังทลายทำให้ร่างของไป๋เย่สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ใบหน้าซีดขาวราวกระดาษ เขากระอักเลือดต้นกำเนิดออกมาคำโต
หยางเฉิงเองก็ใช่ว่าจะไม่เป็นอะไร
การแบกรับและกวัดแกว่งเจตจำนงของมนุษยชาติอันกว้างใหญ่ไพศาล รวมถึงเปลวไฟแห่งอารยธรรม สำหรับเขาผู้เพิ่งก้าวเข้าสู่ขั้นอมตะได้ไม่นาน นับเป็นภาระหนักหนาสาหัส
โดยเฉพาะแรงสะท้อนจากการผ่าเงาวิหารศักดิ์สิทธิ์ในกระบวนท่าสุดท้าย ทำให้อวัยวะภายในของเขาบาดเจ็บ แม้แต่วิถีกายาอมตะก็ยังปรากฏรอยร้าว
แต่เขายืนหยัดอยู่ได้
อีกทั้งยังเป็นฝ่ายชนะการปะทะครั้งสำคัญที่สุดนี้
“เจ้า...”
ไป๋เย่จ้องหยางเฉิงเขม็ง ในดวงตามีความหวาดหวั่นแฝงอยู่ แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่ทันตระหนัก
เขาไม่เข้าใจเลยว่าอีกฝ่ายทำได้อย่างไร
หยางเฉิงเช็ดคราบเลือดที่มุมปาก พลางมองไป๋เย่อย่างเย็นชา “ ‘ฟ้าโบราณ’ ของเจ้า ‘วิหารศักดิ์สิทธิ์’ ของเจ้า กดข่มโลกมนุษย์ที่แท้จริงไม่ได้ ถึงคราวข้าบ้างแล้ว”
เขาฝืนรวบรวมลมหายใจ แม้บาดเจ็บก็ยังไม่สนใจ แล้วฟาดกระบี่ออกไปอีกครั้ง
สีหน้าของไป๋เย่แปรเปลี่ยนฉับพลัน
เขาสัมผัสได้ถึงจิตสังหารที่แฝงอยู่ในกระบี่ของหยางเฉิง
สภาพของเขาในตอนนี้ไม่สู้ดีนัก ผลสะท้อนจากการถูกทำลายของเงาวิหารศักดิ์สิทธิ์ยังคงส่งผลอยู่
หากรับกระบี่นี้เข้าไปอีกครั้ง เกรงว่าคงต้องบาดเจ็บสาหัส
ชั่วพริบตาเดียว แววตาของไป๋เย่ฉายความลังเลและไม่ยินยอมอยู่แวบหนึ่ง แต่สุดท้ายเหตุผลก็ยังเป็นฝ่ายชนะ
