มิติแตกสลายราวกับกระจก เศษเสี้ยวทยอยร่วงหล่น เผยให้เห็นกระแสมืดอันวุ่นวายคลุ้มคลั่งในห้วงสุญตาที่อยู่เบื้องหลัง
กระแสเวลาแปรปรวนยากคาดเดา บางคราเร่งเร็วขึ้นนับหมื่นเท่า บางคราแทบหยุดนิ่ง ถึงขั้นมีภาพเหตุการณ์ในอดีตและอนาคตวูบไหวผ่านขอบวังวนให้เห็นราง ๆ
พายุทำลายล้างแผ่กวาดออกไป แม้แต่ยอดฝีมือจากขุมกำลังต่าง ๆ ซึ่งเฝ้าดูการต่อสู้อยู่ห่างออกไปหลายหมื่นลี้ ยังรู้สึกใจหายวาบ ต่างพากันถอยร่นอีกครั้ง
ในสนามรบเบื้องล่าง ไม่ว่าจะเป็นกองทัพราชสำนักศักดิ์สิทธิ์หรือกองกำลังพิทักษ์นครวัฏสงสาร ต่างถูกปรากฏการณ์ฟ้าดินอันน่าสะพรึงและแรงกดดันนี้ข่มขวัญ จนชะงักงันไปชั่วขณะ
ณ ใจกลางวังวน ร่างของหยางเฉิงกับไป๋เย่ถูกกลืนหายไปในความโกลาหลไร้สิ้นสุด ทั้งสายตาเปล่าและญาณล้วนยากจะหยั่งเห็น
ไม่มีผู้ใดรู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด อาจเพียงชั่วพริบตา หรืออาจนับหมื่นปี
ในที่สุด วังวนอันน่าสะพรึงก็เริ่มหดตัวเข้าด้านใน
เงาร่างสองสายปรากฏขึ้นอีกครั้งในห้วงสุญตา
บนอาภรณ์ดำของหยางเฉิงมีรอยแยกหลายแห่ง ขอบรอยแยกยังหลงเหลือร่องรอยเต๋าสีขาวซีดเป็นเส้น ๆ ซึ่งกำลังถูกพลัง “ความเป็นอมตะแห่งโลกมนุษย์” ที่ไหลเวียนอยู่ภายในกายเขาค่อย ๆ กัดกร่อนและสลายไป
ใบหน้าเขาซีดลงเล็กน้อย ลมหายใจแปรปรวนอย่างยากสังเกต
การปะทะกันเมื่อครู่เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่เรื่องง่าย
ส่วนไป๋เย่ที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามยังคงสวมอาภรณ์ขาวดุจหิมะ ไร้ฝุ่นธุลีแต้มเปื้อน กระบี่ยาวในมือกลับคืนสู่ฝักแล้ว
สีหน้าของเขาเรียบเฉยเย็นชา ราวกับการปะทะอันทำลายฟ้าดินเมื่อครู่เป็นเพียงสายลมพัดผ่าน
ทว่าเมื่อสังเกตให้ดี จะเห็นแสงรอยแยกเล็ก ๆ ปรากฏขึ้นในส่วนลึกของดวงตาคู่นั้นที่นิ่งสงบราวบ่อน้ำโบราณ สะท้อนภาพร่างของหยางเฉิงอยู่ในนั้น
“ด้วยกายอมตะที่เพิ่งก้าวเข้าสู่ขั้นนี้ เจ้ากลับรับกระบวนท่า ‘ตัดฟ้า’ ของข้าได้โดยไม่พ่าย ทั้งยังสั่นคลอนขอบเขตเต๋าฟ้าโบราณของข้าได้”
