หลังหงเสวียนจากไป ภายในโถงหลักก็พลันเงียบสงัดลงชั่วขณะ
บานประตูโถงค่อย ๆ ปิดลง ตัดขาดเสียงรบกวนทั้งปวงจากภายนอก
เพดานโค้งสูงสามชั้นประดับไข่มุกราตรีสามร้อยหกสิบห้าเม็ด ประหนึ่งค่ายกลดาราสวรรค์ ส่องสว่างทั่วโถงราวกลางวัน ทว่ากลับทำให้สีหน้าของผู้ทรงกระบี่ทั้งสามยิ่งยากคาดเดา
นางกำนัลถูกไล่ออกไปตั้งนานแล้ว ภายในโถงจึงเหลือเพียงจื่ออู๋จี๋ ชิงหมิง และหงซิ่วสามคน
“พูดกันมาเถิด”
จื่ออู๋จี๋เอนกายนั่งบนที่นั่งประธาน น้ำเสียงสงบนิ่งจนฟังไม่ออกว่ากำลังยินดีหรือขุ่นเคือง
หงซิ่วยกถ้วยชาข้างมือขึ้น ใช้ฝาถ้วยเขี่ยฟองชาออก แต่ไม่ได้ดื่ม เพียงก้มมองระลอกน้ำชาในถ้วย ก่อนเอ่ยขึ้นเป็นคนแรก
“หงเสวียนเตรียมการไว้รัดกุมเกินไป”
“รัดกุมเกินไปจริง ๆ”
ชิงหมิงรับคำ น้ำเสียงอ่อนโยน ทว่าในดวงตาไร้รอยยิ้ม “ตั้งแต่เกิดเรื่องเมื่อคืนจนถึงเช้าวันนี้ที่ขึ้นมาบนโถง ผ่านไปแค่สองชั่วยาม เขาไม่เพียง ‘บังเอิญ’ ได้รับข่าวลับ ‘บังเอิญ’ รีบรุดไปถึงที่เกิดเหตุ ‘บังเอิญ’ พบแผ่นหยก แล้วยัง ‘บังเอิญ’ ได้รับเสียงสนับสนุนเกินครึ่งในที่ประชุมอีกด้วย
บนโลกนี้จะมีเรื่องบังเอิญมากมายถึงเพียงนั้นได้อย่างไร?”
นิ้วมือของจื่ออู๋จี๋ชะงัก “พวกเจ้าหมายความว่า หงเสวียนก็คือหยางซิ่วหรือ?”
“ไม่ใช่”
หงซิ่ววางถ้วยชาลง เงยหน้ามองจื่ออู๋จี๋ ดวงตาคู่งามฉายแววคมกริบ “หงเสวียนไม่ใช่หยางซิ่ว หากเขามีพลังสังหารไป๋อู๋เสียได้ แล้วหลายปีมานี้จะก้มหน้าทำตัวต่ำต้อยอยู่ในพันธมิตร เป็นผู้อาวุโสรับเชิญที่ไร้อำนาจไปเพื่ออะไร?”
“แต่เขาต้องเกี่ยวข้องกับหยางซิ่วอย่างแน่นอน”
ชิงหมิงกล่าวเสริม “เรื่องเมื่อคืน ต่อให้เขาไม่ใช่ผู้บงการ ก็ต้องรู้เห็นเป็นใจ หรือถึงขั้นเป็นคนในแผนการนั้นตั้งแต่แรก”
