“มหาลิขิต ต้าถาน”
หยางเฉิงกำมือเสมือนกุมสิ่งใดไว้กลางฝ่ามือ พลังมรรคาประหลาดสายหนึ่งซึ่งถักทอขึ้นจากสีเงินขาวและสีเขียวมรกตพลันปรากฏขึ้น ก่อนจะซึมหายเข้าไปในตรามรรคาแห่งความโกลาหล ทำให้แสงของตรามรรคายิ่งสงบลึกล้ำ
ท่ามกลางความยินดี ความสงสัยอันลึกล้ำยิ่งกว่ากลับผุดขึ้นในใจ
มหาลิขิตควบคุมชะตาลิขิต ต้าถานค้ำจุนระเบียบ
ทั้งสองคือการดำรงอยู่เหนือสามัญที่สุดในหลากภพจักรวาล เหตุใดจึงร่วมมือกันสร้างระบบ แล้วเลือกเขาเป็นนาย?
แล้วเหตุใดจึงต้องอาศัยดวงตาของเขาเพื่อเฝ้ามองทะเลขม และคาดการณ์ความใสกระจ่างกับความขุ่นมัว?
ผ่านไปครู่หนึ่ง
หยางเฉิงลุกขึ้น ผลักประตูห้องออก
แสงตะวันพลันสาดเข้าตา ท้องฟ้ายังคงแจ่มใสเช่นเดิม
เขาทอดสายตามองลึกเข้าไปในทะเลขม แววตาสงบนิ่ง
“สวีฝาน ถ่ายทอดคำสั่ง”
น้ำเสียงของเขาสงบนิ่ง “นับแต่วันนี้ เมืองหมอกพรางเข้าสู่ภาวะเตรียมพร้อมรบ เรียกกำลังคนทั้งหมดที่อยู่ภายนอกกลับมา ร่นแนวป้องกัน เปิดคลังลับ เร่งยกระดับความแข็งแกร่งของผู้บำเพ็ญในเมืองให้ถึงขีดสุด”
“ขอรับ!” แม้สวีฝานจะไม่เข้าใจเหตุผล แต่เมื่อเห็นปราณของหยางเฉิงเปลี่ยนแปลงไปมาก ก็รู้ว่าต้องเกิดเรื่องใหญ่ จึงรับคำสั่งด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
หยางเฉิงหันไปมองประตูสวรรค์นอกฟ้าอีกครั้ง ความคิดขยับวูบ
เก็บตัวบำเพ็ญอย่างสงบหนึ่งร้อยปีหรือ? ไม่
เขาตั้งใจจะชิงลงมือก่อน
ทว่ายังไม่ทันจัดเตรียมทุกอย่างให้เรียบร้อย ความเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้นฉับพลัน
ท้องฟ้าทั้งสี่ทิศเหนือทะเลขมมืดดำข้นคลั่กราวหมึกขึ้นพร้อมกันอย่างไร้ลางบอกเหตุ
ครานี้คลื่นทมิฬแผ่ลงมาจากห้วงสุญญะไร้ขอบเขต ละม้ายม่านผืนยักษ์ห้อยทิ้งลงมา
เพียงชั่วพริบตา แสงตะวันก็ถูกบดบัง ดวงดาวทั่วฟ้าถูกปกคลุม
ความมืดปั่นป่วนไม่หยุดหย่อน
ภายในนั้นมีเงาร่างมหึมาขยับเขยื้อนแผ่วเบา เสียงกัดแทะเสียดหูดังตามมา พร้อมเสียงพึมพำสับสนที่แทงทะลุถึงวิญญาณ
ยังมีแสงสีแดงฉานนับไม่ถ้วนส่องวาบขึ้นจากส่วนลึกของคลื่นทมิฬ ดุจดวงตาผีร้ายนับร้อยล้าน จับจ้องเมืองหมอกพรางอย่างอาฆาต
