ฤดูใบไม้ร่วงแห่งขอบเขตเต๋าโม่อวิ๋น หนาวเย็นลงวันละนิด
ใบไม้แห้งปลิววนจากต้นไหวโบราณ ร่วงลงบนแผ่นศิลาสีครามหน้าลานอารามมรรคา ก่อนถูกสายลมพัดพาไป ไม่รู้ว่าปลิวหายไปแห่งหนใด
หยางเฉิงไพล่มือไว้ด้านหลัง ยืนอยู่หน้าเชิงบันได มองลานอันเงียบเหงาวังเวง เสื้อคลุมสีเขียวพลิ้วไหวเบา ๆ ตามแรงลม สีหน้าสงบนิ่งจนไม่อาจมองออกว่ากำลังยินดีหรือขุ่นเคือง
นับจากกลับมาจากเมืองฝาน ก็ผ่านไปสิบกว่าวันแล้ว
สังหารลี่กู่เซียว ทำลายวรยุทธ์ซุนเหิง แต่งตั้งตู้เสวี่ยโหรว เหตุการณ์ต่อเนื่องเหล่านี้ดูราวกับสายฟ้าฟาดสะเทือนฟ้าดิน และสยบคลื่นลมที่ปรากฏให้เห็นได้
แต่เขารู้ดีว่า นี่เป็นเพียงความสงบชั่วครู่ก่อนพายุใหญ่จะมาเยือน
อารามมรรคาเมืองโม่เป็นดั่งเนื้อชิ้นโตที่โดดเดี่ยวอยู่ภายนอก บัดนี้ไม่รู้ว่ามีดวงตากี่คู่จับจ้องอยู่ในเงามืด รอเวลาพุ่งเข้าแย่งชิง
“ท่านเจ้าสำนัก”
เสียงของเซียวเฉิงอวี้ดังขึ้นจากด้านหลัง ยังคงหนักแน่นเช่นเคย
แต่หากตั้งใจฟัง ก็ยังจับความเคร่งเครียดได้อยู่หลายส่วน “ช่วงนี้มีคนแปลกหน้าอยู่ด้านนอกสำนักเพิ่มขึ้นไม่น้อย ทั้งโรงน้ำชาตลาดตะวันออก ร้านสุราถนนประจิม กระทั่งคลังสินค้าท่าเรือก็มีสายสืบเพิ่มขึ้น แม้พวกเขาจะปลอมตัวมา แต่กลิ่นอายปะปนยุ่งเหยิง ไม่เหมือนผู้บำเพ็ญในท้องถิ่น”
เฉินชิงชิงเดินออกมาจากระเบียงทางเดิน พลางกล่าวเสริมว่า “ในตลาดก็มีข่าวลือแพร่สะพัดเช่นกัน ตอนแรกเป็นเพียงเสียงกระซิบเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ช่วงหลายวันนี้กลับเล่าลือกันรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ว่าอารามสาขาเมืองโม่ของพวกเราเก็บซ่อนมรดกสืบทอดและรากฐานส่วนใหญ่ที่ขนย้ายมาก่อนแท่นบูชาหลักของอารามมรรคาจะพังทลายเอาไว้ ทั้งยังมีของวิเศษแห่งมหาวิถีอีกไม่น้อย”
หยางเฉิงขานรับเบา ๆ โดยไม่หันกลับมา เพียงมองเมฆสีเทาตะกั่วบนขอบฟ้าแล้วกล่าวอย่างเรียบเฉย “ต้นไม้ปรารถนาความสงบ แต่สายลมกลับไม่หยุดพัด สิ่งที่ควรมาถึง ย่อมต้องมา”
อารามมรรคาสาขาอื่นพังทลายไปนานแล้ว ขณะที่อารามมรรคาสาขาหลักกำลังซ่อมแซมฟ้าสวรรค์ บัดนี้เหลือเพียงอารามมรรคาเมืองโม่แห่งเดียว
