“ไป จัดการให้เรียบร้อย”
น้ำเสียงของเมิ่งชวนราบเรียบ ราวกับกำลังสั่งให้เพิ่มกับข้าวมื้อค่ำอีกจาน
ชายร่างผอม “เป้าจื่อ” ชะงักไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำสั่ง ก่อนเอ่ยอย่างลังเลว่า “ท่านเมิ่ง ฮั่วเกาสืบสายรองก็จริง แต่เบื้องหลังเขาคือตระกูลฮั่ว พวกเรา...”
เมิ่งชวนเอ่ยขัดอย่างเย็นชา น้ำเสียงหนักแน่นไม่เปิดช่องให้โต้แย้ง “เพราะเขาทำให้ผู้อาวุโสไม่พอใจ เหตุผลนี้เพียงพอหรือไม่?”
เป้าจื่อสูดลมหายใจเฮือกหนึ่ง พลันเข้าใจความมุ่งมั่นของเมิ่งชวน
เขาไม่ลังเลอีกต่อไป ก้มศีรษะรับคำอย่างหนักแน่น “ข้าน้อยเข้าใจแล้ว ทางตระกูลฮั่ว...”
“ตระกูลฮั่วหรือ?”
มุมปากเมิ่งชวนยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นชา “ในตระกูลฮั่ว เขาก็เป็นเพียงสมาชิกธรรมดาที่ไม่มีความสำคัญอะไร แต่ผู้อาวุโสท่านนั้นเป็นบุคคลที่ตระกูลฮั่วทั้งตระกูลยังไม่กล้าล่วงเกิน เจ้าว่าควรเลือกอย่างไร?”
เป้าจื่อไม่มีข้อสงสัยอีกแม้แต่น้อย ร่างไหววูบ ก่อนจะกลืนหายเข้าไปในเงามืดดุจภูตผี ไล่ตามฮั่วเกาไป
ในนครเถ้าถ่านแห่งนี้ หากล่วงเกินคนที่ไม่ควรล่วงเกิน ก็ต้องเตรียมใจว่าจะหายตัวไปได้ทุกเมื่อ นี่คือกฎเหล็กของโลกใต้ดิน
เมิ่งชวนจึงหันไปมองหลิ่วหว่านเอ๋อร์ที่ยังยืนนิ่งอยู่กับที่ น้ำเสียงอ่อนลงเล็กน้อย “คุณหนูหลิ่ว ตกใจแล้ว ข้าจะให้คนไปส่งเจ้ากลับจวน”
ยามนี้จิตใจหลิ่วหว่านเอ๋อร์สับสนวุ่นวาย ทั้งยินดีที่รอดพ้นภัยมาได้อย่างหวุดหวิด ทั้งอยากรู้อยากเห็นฐานะของหยางเฉิงอย่างยิ่ง
นางพยักหน้าอย่างเหม่อลอย ก่อนออกจากหอเฟยเสียภายใต้การ “คุ้มกัน” ขององครักษ์สองนาย
ระหว่างเดินทางกลับจวน สายลมยามค่ำคืนพัดผ่าน ทว่าหลิ่วหว่านเอ๋อร์กลับไม่รู้สึกถึงความเย็นแม้แต่น้อย มีเพียงใบหน้าที่ร้อนผ่าว
ในหัวของนางมีแต่คำพูดของเมิ่งชวนที่ว่า “ผู้อาวุโสท่านนั้น แม้แต่ข้ายังไม่กล้าล่วงเกิน” รวมถึงภาพเงาของหยางเฉิงที่ดูเรียบเฉย ทว่าคล้ายควบคุมทุกสิ่งไว้ในมือ
