ซ่งเจาสูดดมกลิ่นหอมที่อยู่ใกล้เพียงเอื้อม หลายวันมานี้เขาเอาแต่คิดถึงกลิ่นหอมนี้ ยามกลางวันแม้แต่ตอนลาดตระเวนในวังหลวง ในใจก็ยังเสาะหากลิ่นหอมนี้ ยามค่ำคืนยามเข้านอนก็ยังคงนึกถึง
กลิ่นหอมเช่นนี้ไม่มีในตัวสตรีอื่น มีเพียงเสิ่นเวยถือเท่านั้น
กลิ่นหอมจางละมุน ทว่าหนักแน่นดั่งกล้วยไม้ที่เติบโตบนขุนเขาสูงกลางป่าเขา ทั้งบางเบาและแผ่วจาง ยามสูดดมอย่างละเอียดกลับแทบไม่ได้กลิ่น ทว่ากลับทำให้ผู้คนลืมไม่ลง
น้อยครั้งนักที่เขาจะคิดไตร่ตรองเรื่องของเสิ่นเวยถืออย่างละเอียด ว่าเหตุใดตนจึงปฏิบัติต่อนางเช่นนี้
แต่ไม่ว่าอย่างไรก็คิดไม่ออก เห็นว่านางดูรังแกได้ง่าย จึงมักอยากเข้าไปใกล้สักก้าวสองก้าว หาเรื่องหยอกเย้าเพื่อดูสีหน้าที่แตกต่างของนาง
ราวกับได้ค่อย ๆ ค้นพบส่วนที่เขาไม่เคยรู้จักในตัวนางทีละน้อย ซึ่งทำให้เขารู้สึกพึงพอใจในอีกรูปแบบหนึ่ง
ราวกับว่าเขาจะค่อย ๆ ควบคุมนางได้
ซ่งเจารู้สึกว่าความรู้สึกเช่นนี้ช่างดี อย่างน้อยก่อนหน้านี้เขาก็ไม่เคยรู้สึกเช่นนี้มาก่อน
เขาครางรับคำหนึ่ง ราวกับกำลังขบคิดอย่างละเอียดจริง ๆ ทว่าสายตาอันกำเริบเสิบสานกลับไม่เคยละจากเสิ่นเวยถือ น่าเสียดายที่ยามนี้ฟ้ามืดแล้ว มองเห็นเพียงผิวพรรณขาวเนียนของนาง ส่วนดวงตาคู่นั้นที่มักดึงดูดให้เขามองอยู่เสมอกลับมองไม่เห็น
ปลายนิ้วแตะลงบนหัวเข่า ซ่งเจาก้มมองเสิ่นเวยถือ “ฟังเจ้าพูดเช่นนี้ ข้าก็รังแกเจ้าอยู่บ้างจริง ๆ”
“เอาอย่างนี้ เจ้ายิ้มให้ข้าสักครั้ง แล้วข้าจะปล่อยเจ้าไป”
เสิ่นเวยถือชะงักไป ในสถานการณ์เช่นนี้นางยิ้มไม่ออกจริง ๆ นางพยายามดึงชายกระโปรงออกจากปากสุนัข แต่ไม่ว่าจะดึงอย่างไรก็ดึงไม่ออก
นางไม่อยากพัวพันกับเขาอย่างน่าอัปยศอยู่ตรงนี้ต่อไปอีก และยิ่งไม่อยากทำตามคำสั่งของเขา เอาใจเขาเพื่อให้เขาปล่อยตนไป
