ถึงวันที่ต้องไปร่วมงานเลี้ยง เหวินสีตั้งใจส่งคนมาบอกให้เสิ่นเวยถือแต่งองค์ทรงเครื่องให้เรียบร้อยงดงาม ทั้งยังส่งหญิงชรามาช่วยเกล้าผมให้นาง
ปกติเสิ่นเวยถือเกล้าผมอย่างเรียบง่าย เยือนเติงเองก็ไม่รู้จักทรงผมของเหล่าสตรีในเมืองหลวง อีกทั้งก่อนเสิ่นเวยถือเข้าพิธีปักปิ่น นางมักเกล้าผมเพียงครึ่งศีรษะ ครั้นเข้าพิธีปักปิ่นแล้วจึงเกล้าผมขึ้นเป็นมวย ซึ่งซับซ้อนกว่าเดิม เยือนเติงก็ยังทำไม่เป็น เสิ่นเวยถือเองก็ไม่ใส่ใจ จึงไม่เคยเปลี่ยนทรงผม
หญิงชราที่เหวินสีเรียกมามีมือไม้คล่องแคล่วมาก ยืนอยู่เบื้องหลังเสิ่นเวยถือ มือประคองเส้นผมดำขลับยาวดุจน้ำตก พลางเอ่ยชมว่า “เส้นผมของคุณหนูสามทั้งนุ่มทั้งดำ สัมผัสแล้วราวกับผ้าไหม เกล้าเป็นทรงใดก็คงงามแน่เจ้าค่ะ”
เสิ่นเวยถือมิได้ใส่ใจเรื่องผมเท่าใดนัก พลันนึกถึงเรื่องที่เหวินสีเคยให้คนมาตัดเย็บเสื้อผ้าให้นาง จึงเรียกเยือนเติงมายืนดูอยู่ข้าง ๆ ด้วยกลัวว่าหญิงชราจะเล่นเล่ห์กับเส้นผมของนางอีก
เยือนเติงเข้าใจความหมายของเสิ่นเวยถือ จึงยืนอยู่ข้าง ๆ บอกว่าจะคอยเรียนรู้ ทว่าดวงตาจับจ้องไม่กะพริบ
โชคดีที่หญิงชราดูเหมือนตั้งใจเกล้าผมจริง ๆ ฝีมือชำนาญนัก ไม่นานก็เกล้าผมให้เสิ่นเวยถือเป็นมวยกากบาทอันซับซ้อน
จากนั้นนางให้เสิ่นเวยถือนำเครื่องประดับออกมา เสิ่นเวยถือจึงให้เยือนเติงไปหยิบกล่องที่เสิ่นเจาเจาส่งมาให้เมื่อคราวก่อน หญิงชราเหลือบมองแวบหนึ่ง เครื่องประดับในกล่องล้วนตกยุคไปแล้วในเมืองหลวง แต่ก็ยังพอใช้ได้
นางหยิบปิ่นหยกสองชิ้นมาปักให้ แล้วก้มตัวสวมต่างหูหยกมรกตให้เสิ่นเวยถือ ก่อนมองคนในกระจก ดวงตาดำขลับประหนึ่งแต้มหมึก ริมฝีปากแดงดุจชาด ใบหน้ารูปเมล็ดแตงโมอ่อนหวานน่าทะนุถนอม ทว่ามีดวงตาดอกท้อคู่หนึ่ง ทั้งยังมีไฝเสน่ห์ ราวกับดอกไห่ถังที่ต้องหยาดน้ำค้าง
