ตอนที่ 3 ห้วงยามเปิดประตู
หญิงชราผมดอกเลา รูปร่างเล็กผอมบางเดินมาเปิดประตูจากด้านใน
สิ่งแรกที่เธอเห็นคือร่างที่เปียกโชกไปทั้งตัวของหยวนซู่ที่ยืนอยู่หน้าประตู แน่นอนว่าคิ้วของเธอต้องขมวดเข้าหากัน
จากนั้นสายตาก็เบนไปยังผู้อวี่ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ พร้อมกระเป๋าเดินทาง ดวงตากับปลายจมูกแดงก่ำ ท่าทางน่าสงสารและอเนจอนาถ
“เธอมาหาใคร” น้ำเสียงของคุณย่าเต็มไปด้วยความระแวดระวังและพินิจพิเคราะห์
“คุณย่า” ผู้อวี่รีบเงยหน้าขึ้นมา พยายามจะยิ้มให้ดูดี แต่รอยยิ้มนั้นกลับแลดูขมขื่นยิ่งกว่าร้องไห้เสียอีก “หนู... หนูคือผู้อวี่... แม่ของหนูคือหลินเชี่ยน... แม่เคยส่งจดหมายมาหาคุณย่า...”
คำพูดของเด็กสาวฟังดูสะเปะสะปะเพราะประหม่ามากเกินไป
หลี่ซู่หัวหรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนจะกวาดตามองเธออย่างถี่ถ้วน สายตาจับจ้องอยู่กับกระเป๋าเดินทางเก่า ๆ ใบนั้นไปชั่วขณะ แล้วจึงขมวดคิ้วมุ่นยิ่งกว่าเดิม
หญิงชราคนนี้เบ้ปากลงนิด ๆ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวว่า
“หลินเชี่ยนมีลูกสาวอย่างนั้นรึ มาที่นี่ทำไม”
“อยู่ในเมืองก็สบายดีอยู่แล้ว วิ่งมาหาความลำบากที่บ้านนอกซอกซอยบ้านเราทำไม แล้วก็ใช่ เพราะพ่อของเธอใช่มั้ยที่ส่งมา”
ผู้อวี่ถูกถามรัวจนเกิดอาการงุนงง
ความคิดอันยุ่งเหยิงตีกันวุ่นวายไปหมด ไม่รู้ว่าจะเริ่มตอบจากตรงไหนก่อนดี
หลี่ซู่หัวมองสภาพที่น่าเวทนาของเธอ และเหลือบมองไอ้หนุ่มข้าง ๆ ที่ยืนเป็นตอตะโกอยู่นั่นอีกแวบหนึ่ง สุดท้ายก็ได้แต่ถอนหายใจอย่างจนปัญญา
นางเอี้ยวตัวหลบไปด้านข้างเล็กน้อย ให้พื้นที่พอผ่านเข้าประตูได้ โดยยังคงพูดด้วยน้ำเสียงกระโชกโฮกฮากเยี่ยงเดิม
“ยืนเก้ออะไรอีกล่ะ เป็นหวัดขึ้นมาจะให้ยายแก่อย่างข้าดูแลหรือไง”
พูดจบก็ไม่รอฟังผู้อวี่ขานตอบ หันหลังเดินตัวโยกเข้าไปในบ้านพลางบ่นเบา ๆ กับตัวเองไม่หยุดปากว่า “...จริง ๆ เลยนะ... ทำให้หนักใจกันทั้งนั้น... ความสุขในกรุงไม่ยอมเสวย วิ่งรี่วิ่งโร่มาหาความทุกข์เดือดร้อน...”
ผู้อวี่ยืนตะลึงอยู่กับที่ ไม่รู้ว่าท่าทีเช่นนี้ถือว่ายอมรับหรือไล่เธอกันแน่
จนกระทั่งหยวนซู่พูดเตือนด้วยน้ำเสียงไร้ความรู้สึกว่า “ยังไม่เข้าไปอีก”
เธอจึงตื่นจากภวังค์ แล้วรีบยกกระเป๋าเดินทางใบหนักอึ้งขึ้นมา ก่อนจะก้าวข้ามธรณีประตูที่สูงกว่าเล็กน้อยนั้นไปอย่างตะกุกตะกัก
ในบ้านคุณย่าสะอาดเรียบร้อยกว่าเพื่อนบ้านมาก ลูกพลับบนต้นสั่นไหวท่ามกลางสายฝน ราวกับพยักพเยิดทักทายเธอ
ผู้อวี่เดินตามคุณย่าเข้าไปในห้องโถง
รองเท้าที่แฉะไปทั้งคู่ทิ้งรอยเปื้อนจาง ๆ ไว้บนพื้นปูนสะอาด
เธอหยุดยืนอย่างประหม่า ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าเด็กหนุ่มที่เอาแต่ทุบประตูปัง ๆ เมื่อครู่ ยังไม่ได้ขอบคุณเขาเลยสักคำ
แต่ในลานบ้านกลับว่างเปล่า
เด็กหนุ่มชวนอึดอัดประหนึ่งสายลมเย็นเฉียบคนนั้นหายไปอย่างเงียบ ๆ ตั้งแต่เมื่อใดก็มิอาจรู้
“มองอะไร” เสียงของหลี่ซู่หัวดังมาจากข้างหลัง แฝงความขัดใจเล็กน้อย
ผู้อวี่รีบส่ายหน้า “เปล่าค่ะ ไม่มีอะไร”
คุณย่าไม่มองเธออีก แล้วเลี้ยวไปยังครัวเล็ก ๆ อีกฟากของลานบ้าน
ผู้อวี่ยืนอยู่เงียบ ๆ ไม่กล้าขยับตัว ได้แต่เพียงแอบสังเกตที่ที่อาจเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของเธอต่อไปเงียบ ๆ
ห้องโถงจัดวางอย่างเรียบง่ายเป็นระเบียบ มีโต๊ะแปดเหลี่ยมไม้สีเข้มตั้งอยู่ตรงใจกลาง จักรเย็บผ้าเก่าพิงฝาคลุมด้วยผ้าลายดอกกระจุ๋มกระจิ๋ม ข้าง ๆ มีเศษผ้าและเข็มกับด้ายวางอยู่ปะปนกัน
ทางด้านตะวันออกและตะวันตกมีห้องแยกคนละห้อง ประตูต่างปิดทั้งคู่
ไม่นานนัก คุณย่าก็ถือชามลายดอกไม้ออกมา วางลงบนโต๊ะ
“นั่งลง กินเสีย”
บะหมี่น้ำใส่ง่าย ๆ กำลังส่งไอร้อน ด้านบนมีไข่ดาวขอบกรอบเหลืองนิด ๆ วางอยู่
ผู้อวี่นั่งลงบนขอบม้านั่งตัวเตี้ย พยายามกลั้นไม่ให้น้ำตารื้น “ขอบคุณนะคะคุณย่า”
หลี่ซู่หัวหยิบเข็มกับด้ายมาทำงานต่อโดยไม่ยอมเงยมอง นางถามว่า “ในเมืองก็เรียนหนังสืออยู่ดี ๆ มาอยู่กับยายนี่ทำไม”
ผู้อวี่กำตะเกียบแน่น “พ่อ... แล้วก็แม่เลี้ยงอยากให้หนูแต่งงาน แลกสินสอด”
หญิงชราส่งเสียงเหยียดหยามคล้ายหัวเราะทั้งน้ำตา “หมอนั่นมันรับเอาวิธีคิดทราม ๆ แบบ ‘ลูกสาวคือตัวถ่วง’ มาจากพ่อแม่แท้ ๆ ของเขาได้หมดจดไม่ผิดเพี้ยนเลยนะ”
“แล้วยังไงต่อ” หลี่ซู่หัวไม่ได้ซักไซ้ถึงรายละเอียดการแต่งงาน เหมือนคาดเดาได้เกินครึ่งแล้ว “พวกนั้นปล่อยให้เธอมาได้ง่าย ๆ อย่างนั้นรึ ผูจื้อหมิงน่ะ มันจะยอมหรือ”
“หนูบอกพวกเขาไปว่า ถ้าไม่ให้หนูเรียนต่อ หนูจะไปหาเจ้านายที่โรงงาน จะไปโวยวายที่โรงเรียนของน้องชาย หนูกล้าเปิดศึกกับพวกเขา แต่พวกเขาไม่กล้าเสี่ยง”
หลี่ซู่หัวฟังจบ ก็หยุดชะงักมือที่ทำงานอยู่กลางคัน
นางเงยหน้าขึ้น พิจารณาหลานสาวที่ดูภายนอกเหมือนจะอ่อนแอตรงหน้าอย่างละเอียด
ดวงตาของเด็กสาวยังคงแดงก่ำ ใบหน้าซีดเซียว ภายในแววตามีความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวชนิดที่ถูกผลักดันจนถึงทางตัน
หลี่ซู่หัวอยากจะดุด่าว่าอะไรสักคำ สุดท้ายก็กล้ำกลืนลงคอไปเสีย
จนกระทั่งอีกฝ่ายกินเสร็จจึงถามขึ้นพร้อมขมวดคิ้ว “ยายว่าทางครอบครัวของแม่เธอเองไม่ใช่ยังมีน้องสาวอีกคนรึ อาสะใภ้ของเธอนั่นแหละ ไม่ยอมเหลียวแลอะไรเลยหรือ”
ผู้อวี่ส่ายหน้า ในหน้าฉาบรอยยิ้มขมขื่น
“ก็อาสะใภ้คนนั้นแหละค่ะ... ที่แนะนำลูกชายเจ้าของโรงงานให้”
หลี่ซู่หัวจ้องเขม็งมองผู้อวี่อยู่หลายวินาที จู่ ๆ ก็โยนไหมพรมในมือลงบนโต๊ะ การกระทำนั้นแฝงความเดือดดาลที่ถูกกดไว้
“ช่างบาปกรรมอะไรอย่างนี้”
“พวกไร้จิตสำนึกสิ้นดี”
ขอบตาของผู้อวี่ร้อนผ่าวขึ้นมาทันที เธอล้วงซองจดหมายที่ถูกความชื้นจับจนขอบกระดาษอ่อนนุ่มและลายมือเลอะเลือนออกมาจากกระเป๋า ยื่นส่งไปด้วยมือที่สั่นเทา พลางเอ่ยด้วยเสียงสะอื้นว่า
“ก่อนที่แม่จะจากไปเคยบอกหนูไว้ว่า หากวันไหนสิ้นที่พึ่ง ก็ให้มาวอนขอให้คุณย่าเก็บหนูไว้”
“แม่บอกว่าคุณย่าน่ะ ใจอ่อนยิ่งกว่าใคร ปากแข็งก็จริงแต่ปฏิเสธไม่ให้เหลียวแลกันอีก ไม่ใช่หรือที่ยังปักชุดเล็กเขียนอักษร ‘ปลอดภัย’ ให้หนูอยู่ดี แม่ยังบอกอีกว่า แม่รู้มาตลอดว่าเรื่องของคุณย่ากับพ่อของหนูเมื่อครั้งนั้น คุณย่ามีความขื่นขมจนยากจะเอื้อนเอ่ย...”
หลี่ซู่หัวชะงักไป แผ่นหลังที่ค้อมงุ้มอยู่เหมือนยิ่งโก่งตัวเข้าไปอีก
เนิ่นนาน กว่านางจะยื่นมือไปรับกระดาษที่เขียนที่อยู่แผ่นนั้น แล้วถามว่า “แล้วเธอคิดจะทำยังไงต่อจากนี้”
“หนูอยากเรียนต่อค่ะ คุณย่า” ผู้อวี่มองนางด้วยสายตาเว้าวอน ราวกับกำลังเกาะเกี่ยวฟางเส้นสุดท้ายแห่งความหวัง “ค่าเทอมกับค่ากินอยู่ไม่ต้องห่วงนะคะ หนูขออาศัยแค่หนึ่งปี พอสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้หนูก็จะไป”
“หลังจากนั้น... หลังจากหนูทำงานได้แล้ว จะต้องกลับมาดูแลคุณย่าให้ดีแน่นอนค่ะ”
เธอให้คำมั่นสัญญาอย่างร้อนรน ด้วยความตื่นเต้น ทำให้แก้มระเรื่อขึ้นมาเล็กน้อย
หลี่ซู่หัวเงียบไปครู่หนึ่ง ไม่พูดอะไร ถือเพียงชามเปล่าบนโต๊ะเดินไปข้างตุ่มน้ำในลานบ้าน ตักน้ำ แล้วเริ่มล้างชาม
เสียงน้ำไหลดังซ่าๆ มาพร้อมกับเสียงที่เหมือนนางกำลังพึมพำกับตัวเองว่า
“ฮึ พูดง่ายนัก คิดว่าสอบเข้ามหาวิทยาลัยมันง่ายนักรึ ...แล้วยังมาดูแลอะไรอีก ยายแก่ไม่ต้อง”
ท่าทางล้างชามของนางดูออกแรงไปหน่อย ราวกับกำลังประชดประชันใครบางคน
ใจของผู้อวี่ค่อย ๆ หล่นวูบลงไป นิ้วมือประสานกำแน่นด้วยความประหม่า
ทว่า เมื่อคุณย่าคว่ำชามที่ล้างสะอาดแล้วพักไว้ให้สะเด็ดน้ำ แล้วใช้ผ้าแห้งเช็ดมือหันหลังกลับมา นางกลับเอ่ยขึ้นมาอีกว่า
“พรุ่งนี้ตื่นแต่เช้า ถ้าฝนหยุด ยายจะพาไปถามที่โรงเรียนมัธยมในอำเภอ ว่าจะจัดการเรื่องย้ายโรงเรียนยังไง”
พูดจบ สายตาก็ประสานกับแววตาที่เปล่งประกายขึ้นของผู้อวี่ทันที น้ำเสียงยังคงเต็มไปด้วยจริตช่างติอย่างที่เป็นอยู่ โดยเสริมว่า “รีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเปียก ๆ นั่นซะ อย่ามาทำป่วยพรุ่งนี้แล้วไปกันไม่ไหว ยายไม่มีเวลาว่างมารอเธอมากนักหรอก”
ผู้อวี่ชะงักกึกไป ตามด้วยคลื่นความยินดีอย่างล้นพ้นไหลทะลักไปทั่วร่าง
เธอพยักหน้าอย่างแรง น้ำเสียงมีอาการสะอื้นจากความตื่นเต้น “ค่ะ ขอบคุณนะคะคุณย่า หนูไปเปลี่ยนเดี๋ยวนี้เลยค่ะ”
เสียงฝนที่กระทบนอกหน้าต่างดูเหมือนไม่เย็นเยียบอีกต่อไป
เมืองเล็ก ๆ อันเฉอะแฉะ บ้านเก่า ๆ อันเรียบง่าย
ในห้วงเวลานี้ ในที่สุดมันก็เปิดทางสว่างแห่งความหวังให้แก่เธอแล้ว