ยามต้นกุน ฝนพรำไม่ขาดสาย
จี้จ้าวนั่งสงบนิ่งอยู่เบื้องพระพักตร์พระพุทธรูป แผ่นหลังเหยียดตรงดุจต้นสน จีวรสีขาวจันทร์พลิ้วคลุมลงถึงพื้น ปราศจากฝุ่นธุลีแม้แต่น้อย
เหนือจีวร เขาสวมกาสาวพัสตร์สีชาดปักลายดอกบัวด้วยเส้นไหมทอง คิ้วดุจหิมะปกคลุมขุนเขาร้าง ริมฝีปากบางซีดจาง ใบหน้าหล่อเหลาราวหยกงาม
แต้มชาดกลางหว่างคิ้ว ยิ่งขับให้เขาดูสำรวมบริสุทธิ์
ท่ามกลางควันหอมจากไม้จันทน์ ตะเกียงนิรันดร์เบื้องหน้าพระพุทธรูปส่องแสงริบหรี่ เปลวเทียนไหววูบแผ่วเบา
จี้จ้าวหลับตา พลางคลึงลูกประคำเบา ๆ ริมฝีปากขยับแผ่ว
“เห็นขันธ์ทั้งห้าว่างเปล่า ย่อมข้ามพ้นทุกข์ภัยทั้งปวง...”
พระธรรมค่อย ๆ พรั่งพรูจากริมฝีปากของเขา ไม่ช้าไม่เร็ว ทุกถ้อยคำแว่วราวไข่มุกตกกระทบถาดหยก
วิหารกว้างใหญ่ เงียบสงัดไร้เสียงใด
“รูปมิแตกต่างจากความว่าง ความว่างก็มิแตกต่างจากรูป...”
พลันมีลมวูบหนึ่งพัดผ่านนอกวิหาร หอบกลิ่นคาวเลือดจาง ๆ ที่คล้ายมีคล้ายไม่มีลอดผ่านกรอบหน้าต่างและพัดเข้ามา จนเปลวเทียนหรี่ลง
จี้จ้าวมิได้ขยับ
ท่ามกลางแสงตะเกียงที่สว่างวูบดับวูบ เสียงเคาะปลาไม้ดังตึก ๆ บทสวดไม่เคยหยุดลง
“รูปคือความว่าง ความว่างคือรูป”
จี้จ้าวค่อย ๆ เปล่งเสียงพยางค์สุดท้ายจนจบ
เขาลืมตาขึ้น
จากนั้นจึงหมุนกายเดินออกไปนอกวิหาร
จี้จ้าวเปิดประตูวิหาร ฝนยามค่ำคืนหอบเอาความหนาวชื้นจากขุนเขาพุ่งทะลักเข้ามา
หลู่ซางหลิงพิงอยู่ด้านนอกประตู ร่างเปียกโชก บาดแผลฉกรรจ์พาดผ่านหัวไหล่ขวา ย้อมอาภรณ์สีขาวราวหิมะให้เปรอะเปื้อน
ใบหน้าของนางงดงามชวนให้ผู้คนสงสารอยู่แล้ว ยามนี้กลับซีดขาวจนแทบโปร่งแสง
นางเงยหน้าขึ้นอย่างอ่อนแรง หยาดเหงื่อเย็นผุดพราวบนหน้าผาก ปอยผมดำชื้นแนบแก้ม
