จี้จ้าวจุ่มผ้าขาวสะอาดลงในน้ำ ก่อนช้อนขึ้นมาบิดจนหมาด
เมื่อผ้าถูกวางลงบนร่าง หลู่ซางหลิงก็สะท้านน้อย ๆ แล้วสูดปากเบา ๆ
จี้จ้าวชะงักมือเล็กน้อย
เห็นเขาไม่ถาม หลู่ซางหลิงจึงเอ่ยขึ้นเองว่า “เย็นนิดหน่อย...แล้วยังเจ็บด้วย”
จี้จ้าวไม่พูดอะไร เขาหยิบผ้าขึ้นจุ่มน้ำอีกครั้ง แล้วถ่ายทอดพลังภายในเข้าไปอย่างเงียบงัน
รอจนน้ำอุ่นขึ้น จี้จ้าวจึงวางผ้าลงบนแผลของนางอีกครั้ง เขาหลบเลี่ยงบาดแผล แล้วค่อย ๆ ซับคราบเลือดตามขอบแผลทีละน้อย
เขามองตรงไปเบื้องหน้า สายตาจับจ้องอยู่เพียงบาดแผลของนาง มือที่เคลื่อนไหวก็แผ่วเบา
เมื่อเช็ดคราบเลือดออกจนหมด จึงเห็นว่าเนื้อบริเวณบาดแผลแยกออกเล็กน้อย เลือดยังคงซึมออกมาทีละหยดอย่างช้า ๆ
จี้จ้าวขมวดคิ้วแทบไม่ให้สังเกตเห็น ก่อนหยิบยาสมานแผลขึ้นมาเปิดจุกขวด
เขาเอียงขวดเล็กน้อย โรยผงยาลงบนบาดแผลอย่างสม่ำเสมอ
หลังใส่ยาเสร็จ จี้จ้าวก็หยิบผ้าพันแผลมากางออก พลางหลุบตาลงแล้วเอ่ยเสียงเบาว่า “ล่วงเกินแล้ว”
จี้จ้าวสอดแขนทั้งสองข้างผ่านข้างกายหลู่ซางหลิง แทบจะโอบนางไว้ทั้งร่าง
เปลวเทียนในวิหารไหวระริก เงาของคนทั้งสองทอดลงบนผนังวิหารที่ชื้นแฉะ มองจากไกล ๆ ราวกับคู่รักที่กำลังแนบชิดคลอเคลียกัน
กลิ่นหอมจาง ๆ ของดอกบัววนเวียนอยู่ปลายจมูก พันเกี่ยวกับกลิ่นไม้จันทน์จากกายเขาอย่างเงียบงัน
จี้จ้าวก้มหน้าพันผ้าให้หลู่ซางหลิง ขณะปลายนิ้วสอดผ่านใต้รักแร้ของนางโดยบังเอิญ กลับสัมผัสถูกส่วนโค้งนุ่มหยุ่นแห่งหนึ่ง
แม้มีผ้าไหมบาง ๆ กั้นอยู่ สัมผัสนั้นก็ชัดเจนจนใจสั่น
อบอุ่น อวบอิ่ม และนุ่มนวลเหลือเกิน
ปลายนิ้วของจี้จ้าวชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพันแผลต่อ
