กระทั่งแสงอรุณลอดผ่านช่องหน้าต่างเข้ามา จี้จ้าวจึงค่อย ๆ คลายมือของหลู่ซางหลิงออก
หลู่ซางหลิงเป็นคนชอบนอนมาแต่ไหนแต่ไร หากยังไม่ถึงยามเที่ยง นางไม่มีทางตื่น
หลังชำระล้างยามเช้าเสร็จ จี้จ้าวก็ไปยังโถงใหญ่
เมื่อเติมกำยานเรียบร้อย จี้จ้าวก็นั่งขัดสมาธิบนเบาะรองนั่ง หลับตาสวดพระสูตร
ระหว่างนั้นหลู่ซางหลิงตื่นขึ้นมาครั้งหนึ่ง เมื่อเห็นว่าเขาไม่อยู่ นางก็สวมเพียงชุดนอนแล้ววิ่งมาที่โถงใหญ่
หลู่ซางหลิงนั่งลงบนเบาะรองนั่งข้างกายเขา ไม่พูดพร่ำทำเพลงก็เอนตัวลงหนุนตักเขา แล้วหลับต่อไป
ร่างของจี้จ้าวชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นจึงยกมือปลดจีวร คลุมร่างหลู่ซางหลิงอย่างแผ่วเบา
จี้จ้าวก้มหน้า ไม่สวดพระสูตรต่อ เพียงเฝ้ามองหลู่ซางหลิงเงียบ ๆ
ยามหลับนางว่าง่ายนัก ขดตัวเป็นก้อนเล็ก ๆ ลมหายใจเบาและสม่ำเสมอ ราวกับเป็นคนละคนกับตอนตื่น
ไม่ก่อกวนเขา ไม่แอบกินเครื่องเซ่น
นางว่าง่ายเสียจนเขาไม่กล้ามองนาน แต่ก็ไม่อาจตัดใจละสายตา
ทันใดนั้น หลู่ซางหลิงขมวดคิ้ว มือไล้ขึ้นไปตามร่างจี้จ้าว ราวกับกำลังคลำหาบางสิ่ง
จี้จ้าวเข้าใจโดยไม่ต้องเอ่ยคำ เขายื่นมือซ้ายของตนให้นาง
เมื่อหลู่ซางหลิงสัมผัสมือของจี้จ้าว คิ้วตาก็คลายลงทันที นางกำมือเขาไว้แล้วดึงไปวางบนอกตน
ภายในโถงเงียบสงัดเหลือเกิน
เงียบจนจี้จ้าวได้ยินเสียงหัวใจของทั้งคู่ชัดเจน เต้นไปเต้นมา กลับค่อย ๆ ประสานเป็นจังหวะเดียวกัน
จี้จ้าวโน้มตัวเข้าใกล้ ก้มศีรษะลง ปลายนิ้วค่อย ๆ ไล้ผ่านขอบใบหูของหลู่ซางหลิง รวบปอยผมที่ตกลงมาข้างหูไปทัดไว้ด้านหลัง
หลังทำทุกอย่างเสร็จ เดิมทีจี้จ้าวควรถอยออกไปทันที แต่เขากลับไม่ทำเช่นนั้น
