“ฉันชอบเจียงเหย่”
ถ้อยคำนั้นราวกับค้อนทุบหนัก กระแทกลงกลางใจซูหวานอี้อย่างแรง
ถึงขั้นที่ซูหวานอี้เองก็ไม่รู้ว่าตอนเผชิญหน้ากับหลู่ซางหลิง เธอแสดงสีหน้าแบบไหนออกมา
บางทีอาจหนีเตลิดไปอย่างเสียขวัญ หรือไม่ก็ยิ้มออกมาน่าเกลียดยิ่งกว่าร้องไห้
หลังกลับถึงบ้านอย่างเหม่อลอย ซูหวานอี้ก็เปิดโทรศัพท์ขึ้นมา จ้องมองช่องสนทนากับเจียงเหย่อย่างงุนงง
เนื้อหาในหน้าสนทนาสั้นมาก เธอเป็นฝ่ายส่งสรุปบทเรียนให้เขาก่อน ส่วนเจียงเหย่ก็ตอบกลับมาเพียงจุดเดียว
ซูหวานอี้จำต้องยอมรับว่า สิ่งที่เธอกลัวยิ่งกว่าการที่หลู่ซางหลิงชอบเจียงเหย่เหมือนกับเธอ คือท่าทีของเจียงเหย่
แม้คนในห้องเรียนหลายคนจะชอบหยอกว่าเจียงเหย่ยอมฟังเธอ แต่ซูหวานอี้รู้ดีว่านั่นไม่ใช่เพราะเธอพิเศษอะไร เพียงเพราะนิสัยของเธอดี เจียงเหย่จึงอดทนฟังเธอพูดต่ออีกสองสามประโยคเท่านั้น
แท้จริงแล้ว ท่าทีที่เขามีต่อเธอก็แทบไม่ต่างจากท่าทีที่มีต่อเด็กผู้หญิงคนอื่น ๆ
ไม่ห่วงใย ไม่ใส่ใจ ขี้เกียจจะสนใจ
เมื่อก่อน ซูหวานอี้คิดว่าต่อให้ท่าทีจะไม่ต่างกันก็ไม่เป็นไร ขอเพียงเจียงเหย่ยอมฟังเธอพูดมากขึ้นอีกสักสองสามประโยค เธอก็ถือว่าตัวเองแตกต่างจากคนอื่นแล้ว
แต่การปรากฏตัวของหลู่ซางหลิงได้ทำลายภาพฝันของเธอ
ทำให้เธอตระหนักว่า เจียงเหย่ปฏิบัติต่อหลู่ซางหลิงไม่เหมือนคนอื่น
-
เช้าวันรุ่งขึ้น เจียงเหย่ก้าวเข้าห้องเรียนตอนใกล้เข้าเรียน ผมเผ้ายุ่งเหยิงไปหมด
ดูเหมือนเขาจะนอนไม่พอ ใบหน้าเต็มไปด้วยความง่วงงุน พอนั่งลงก็ฟุบหลับบนโต๊ะทันที
