หลังผ่านค่ำคืนวสันต์อีกครา ลู่ซางหลิงก็ซุกกายอยู่ในอ้อมอกจี้จ้าวอย่างอ่อนเพลีย ใบหน้าฝังแนบซอกคอของเขา
จี้จ้าวโอบเอวลู่ซางหลิงไว้ ขนตาหลุบต่ำจนมองไม่เห็นสีหน้า
มือลู่ซางหลิงค่อย ๆ เลื่อนไปแตะขอบใบหูของจี้จ้าว ลูบติ่งหูเขาพลางกระซิบเสียงเบา “หิวแล้ว”
ร่างจี้จ้าวชะงักไป เขาเงียบอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบว่า “อาตมาจะไปทำให้เจ้า”
“เจ้ากำลังคิดหาทางหนีอยู่หรือ?” ลู่ซางหลิงเงยหน้าขึ้น ดวงตาหรี่ลงอย่างน่าหวาดระแวง
“กำลังภายในถูกผนึกไว้ หนีไม่พ้น”
จี้จ้าวเอ่ยเสียงราบเรียบ เป็นเพียงการกล่าวถึงข้อเท็จจริง
อีกอย่าง หากออกจากวัดไร้นามไปแล้ว เขาจะหนีไปที่ใดได้อีก?
ลู่ซางหลิงแค่นเสียงเบา ๆ ไม่ได้ตอบรับ เพียงซุกหน้ากลับไปที่เดิม แล้วกัดลงบนกระดูกไหปลาร้าของจี้จ้าว
จี้จ้าวรู้สึกเจ็บที่กระดูกไหปลาร้า พริบตาเดียวตรงนั้นก็มีรอยฟันเพิ่มขึ้นมาหนึ่งรอย
นางกำลังไม่พอใจ
จี้จ้าวพอจะรู้สึกได้ว่าตนคงตอบผิดไปเสียแล้ว
จี้จ้าวเม้มริมฝีปากเล็กน้อย ก่อนเลื่อนมือใหญ่ไปลูบปลอบท้ายทอยของลู่ซางหลิงเบา ๆ
“แม่นางลู่ หากไม่ชำระล้างร่างกาย เจ้าจะไม่สบายตัว”
ในที่สุดถ้อยคำนี้ก็โน้มน้าวลู่ซางหลิงได้
ลู่ซางหลิงแค่นเสียงอีกครั้ง ก่อนคลุมกายด้วยจีวรแล้วเดินไปยังหน้าองค์พระอย่างเชื่องช้า นางปลดห่วงเหล็กที่คล้องอยู่บนฐานดอกบัวออกมา แล้วสวมเข้าที่ข้อมือตนเอง
ลู่ซางหลิงยกข้อมือขึ้นแกว่งให้จี้จ้าวดูอย่างได้ใจ กระดิ่งเงินพลันส่งเสียงกรุ๋งกริ๋งตามไปด้วย
จี้จ้าวปรายตามองอย่างเฉยชา จากนั้นก็เก็บจีวรที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้นขึ้นมา สวมใส่อย่างไม่รีบร้อน
