ค่ำคืนนั้น หลู่ซางหลิงเดินอยู่บนทางภูเขาตามลำพัง สายลมยามราตรีพัดกระดิ่งเงินบนกายของนางให้ดังกรุ๋งกริ๋ง
ปลายนิ้วของหลู่ซางหลิงแกว่งกิ่งดอกไม้ ส่วนปากก็ฮัมเพลงทำนองหนึ่งอย่างส่งเดช
เดินไปได้สักพัก หลู่ซางหลิงพลันหยุดฝีเท้า
เบื้องหน้าปรากฏคนหลายสิบคนยืนขวางทางภูเขา ปิดทางนางไว้จนมิด
คนที่ยืนอยู่หน้าสุดล้วนเป็นเจ้าสำนักจากสำนักต่าง ๆ หนึ่งในนั้นตวาดเสียงกร้าวว่า “นางมาร เจ้ายังคิดจะหนีไปที่ใดอีก?”
หลู่ซางหลิงหัวเราะเบา ๆ “กลัวข้าถึงเพียงนั้นเชียวหรือ? ถึงกับพาคนมาตั้งมากมายเพื่อรุมล้อมสังหารข้า”
หางตาของนางเหลือบเห็นเงาคนไหววูบอยู่สองข้างทางภูเขา
หลู่ซางหลิงหันศีรษะอีกครั้ง มองไปทางด้านหลัง
ด้านหลังเองก็มีศิษย์จากสำนักต่าง ๆ ยืนอยู่ไม่น้อย
“ใกล้ตายแล้วยังปากแข็งอีก!”
“จะพูดไร้สาระไปไย จับนางมารนั่นไว้เสีย!”
สิ้นเสียงชายฉกรรจ์เคราดก เขาก็แบกดาบใหญ่ก้าวเข้าหาหลู่ซางหลิง
“ระวังนางมารใช้พิษ!” ใครคนหนึ่งตะโกนเตือน
แววตาของหลู่ซางหลิงเย็นเยียบ มือเอื้อมไปแตะเอวด้านหลัง เตรียมชักแส้ออกมา ทว่ามือข้างหนึ่งกลับยื่นมาจากด้านข้าง กดข้อมือนางไว้แผ่วเบา
ทันใดนั้น ก่อนชายฉกรรจ์จะเข้าใกล้ตัว ก็ถูกกระแสพลังไร้รูปร่างซัดกระเด็นออกไป หมดสติไปในทันที
ฝูงชนแตกตื่นขึ้นมา ต่างจับจ้องผู้มาเยือนอย่างระแวดระวัง
“จี้จ้าว?!” ใครคนหนึ่งจำเขาได้
จี้จ้าวไม่แม้แต่จะเหลือบมอง เขาถอดจีวรสีแดงเข้มออกอย่างไม่รีบร้อน ก่อนคลุมลงบนตัวหลู่ซางหลิงอย่างแผ่วเบา
“ลมกลางคืนแรง ระวังจะหนาว” จี้จ้าวก้มตาลง พลางจัดปอยผมข้างหูของหลู่ซางหลิงทัดไว้หลังใบหูให้นางอย่างเป็นธรรมชาติ
