ซ่งอี้เสวียนก้าวเข้าไปในวิหาร ทว่ากลับไม่เห็นเงาจี้จ้าว
ซ่งอี้เสวียนขมวดคิ้วอย่างอดไม่ได้ หลายปีก่อนนางเคยลอบขึ้นเขาไปพบจี้จ้าว ยามนี้เขาควรอยู่ในวิหาร สวดมนต์ภาวนาจึงจะถูก
เขาหายไปไหนกันนะ?
เมื่อนึกถึงคราวก่อนที่บังเอิญพบจี้จ้าวตรงตีนเขา ซ่งอี้เสวียนก็ยิ่งคลางแคลงใจ
ตามเหตุผลแล้ว จี้จ้าวไม่น่าจะออกจากวัดไร้นาม
ซ่งอี้เสวียนเม้มริมฝีปาก ก่อนหันหลังเดินออกจากวิหาร กำลังจะไปยังเรือนด้านหลัง ก็เห็นจี้จ้าวเดินสวนมา
ซ่งอี้เสวียนเร่งฝีเท้าเข้าไปหา “จี้จ้าว! เจ้าไปไหนมา?”
จี้จ้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว ก่อนประสานมือคำนับ
“ประสก”
ผ่านมาหลายปี ได้ยินจี้จ้าวเรียกนางอย่างห่างเหินเช่นนี้อีกครั้ง ซ่งอี้เสวียนเคยคิดว่าตนปล่อยวางได้แล้ว ทว่าไม่คาดเลยว่าเวลานี้หัวใจยังคงเจ็บแปลบขึ้นมา
ซ่งอี้เสวียนไม่แสดงสีหน้า พยายามข่มความขมขื่นในใจเอาไว้
“ตามหาหญิงปีศาจจากพรรคมารคนนั้นเท่าไรก็ไม่พบ ข้าสงสัยว่านางอาจซ่อนตัวอยู่ในภูเขาปู้จือ ข้าจึงคิดจะพาคนมาตรวจสอบด้วยตนเอง”
จี้จ้าวเงยหน้าขึ้น น้ำเสียงสงบนิ่ง “ประสกคิดจะผิดคำสัญญาในวันนั้นหรือ”
ซ่งอี้เสวียนชะงักงัน มองจี้จ้าวอย่างไม่อยากเชื่อ
จี้จ้าวไม่ได้ถามว่าเพราะเหตุใด และไม่ได้พูดว่าทำไม่ได้
แต่คำพูดนั้นกลับหนักอึ้งยิ่งนัก
ราวกับว่าหากนางจะทำเช่นนั้นจริง ๆ เขาเองก็ทำได้เช่นกัน
ชั่วขณะนั้นซ่งอี้เสวียนถึงกับไม่รู้ว่าควรเอ่ยปากอย่างไร
ซ่งอี้เสวียนกำหมัดแน่น ผ่านไปครู่ใหญ่จึงเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “จี้จ้าว เรื่องหญิงปีศาจจากพรรคมารสำคัญยิ่งนัก ฝ่ายธรรมะจะปล่อยนางไปไม่ได้เด็ดขาด”
