ซูฮว่าใจคอสับสนร้อยแปด ไม่รู้จะตอบอย่างไรดี
เธอค่อย ๆ หันไปมองกู้เป่ยเสียน
เขาไม่ค่อยยิ้ม แต่เมื่อยิ้มแล้วช่างดูดีเหลือเกิน ราวกับสายลมฤดูใบไม้ผลิที่พัดพาความอ่อนโยนมาให้ ดวงตาดำขลับสดใส ราวกับมีดวงดาวนับหมื่นอยู่ในนั้น
อีกไม่นานก็จะได้อยู่กับคนที่เขารักแล้ว เขาคงมีความสุขมากสินะ
ซูฮว่าก็ยิ้มออกมาเช่นกัน เป็นรอยยิ้มที่หัวใจแตกสลาย
“ขอให้คุณมีความสุขเช่นกัน” พูดจบ เธอก็หันหลังขึ้นรถ
ทันทีที่ประตูรถปิดลง น้ำตาก็ไหลรินลงมา บาดแผลใหม่ทับรอยเจ็บเก่า ปวดร้าวจนเธอได้แต่ขดตัว
คนขับรถยกกระเป๋าเดินทางใส่ท้ายรถ แล้วขึ้นรถ ติดเครื่อง
เมื่อมองรถยนต์แล่นห่างออกไปอย่างรวดเร็ว รอยยิ้มบนมุมปากของกู้เป่ยเสียนก็แข็งค้างอยู่เช่นนั้น แสงในดวงตาค่อย ๆ มืดดับลง
กลับมาถึงบ้านตระกูลซู
ซูฮว่าลากกระเป๋าเดินทางเข้าประตูบ้าน
ซูเพ่ยหลานเห็นดวงตาที่บวมแดงของเธอ และกระเป๋าเดินทางในมือ ก็ตกใจยิ่งนัก “หนู เกิดอะไรขึ้นหรือ”
ซูฮว่าก้มลงเปลี่ยนรองเท้า พยายามทำเป็นปกติแล้วพูดว่า “แม่ หนูย้ายกลับมาอยู่บ้านค่ะ”
ซูเพ่ยหลานลุกพรวดขึ้นจากโซฟา “หนูจะแยกกันอยู่กับกู้เป่ยเสียนหรือ”
“ค่ะ แฟนเก่าเขากลับมาแล้ว”
พอซูเพ่ยหลานได้ยินดังนั้น ไฟโทสะก็พลุ่งขึ้นมาทันที “สามปีก่อน กู้เป่ยเสียนประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ หมอบอกว่าทั้งชีวิตนี้คงต้องนั่งรถเข็นแล้ว แฟนเก่าคนนั้นของเขาทิ้งเขาแล้วหนีไป เธอน่ะสิที่คอยอยู่เคียงข้างเขา พาเขาไปหาหมอหายาทั้งในและต่างประเทศ นวดขาให้เขา ช่วยเขาทำกายภาพบำบัด ดูแลเขาไม่เว้นวันไม่เว้นคืนราวกับเป็นแม่นม! ดีจริง ผู้หญิงคนนั้นพอเห็นเขาลุกเดินกระโดดวิ่งได้ก็กลับมา ไร้ยางอายสิ้นดี! ส่วนกู้เป่ยเสียนก็เพื่อหญิงที่ไร้รักไร้ใจอย่างนั้น ถึงกับไม่ต้องการหนู! ตาถั่วหรือไง”
ซูฮว่าก้มลงหยิบเช็คออกมาจากกระเป๋าเดินทาง ยัดใส่มือแม่ “นี่เป็นเงินชดเชยที่เขาให้มา”
ซูเพ่ยหลานจ้องมองตัวเลขศูนย์ต่อท้ายยาวเหยียดบนเช็ค ดวงตาเบิกกว้างขึ้นทันที
ลองนับดู เลขหนึ่งตามด้วยศูนย์นับได้ถึงแปดตัว!
สีหน้าของนางอ่อนลงเล็กน้อย “นี่มันไม่ใช่ปัญหาเรื่องเงิน การมีเงินแล้วรังแกคนอื่นแบบนี้ได้ด้วยหรือ”
ซูฮว่าหลุบตาลงนิดหนึ่งแล้วพูดเบา ๆ ว่า “คู่สมรสที่หย่ากันมีตั้งกี่คู่ ฝ่ายชายไม่ให้เงินสักแดง ทั้งยังคิดจะเอาเปรียบฝ่ายหญิง ผู้ชายบางคนไม่ต้องการแบ่งทรัพย์สิน ถึงขั้นฆ่าเมียเลยด้วยซ้ำ เมื่อเทียบกันแล้ว กู้เป่ยเสียนก็ถือว่าใช้ได้แล้ว”
“แต่ว่า หนูจะกล้ำกลืนฝืนทนกับเรื่องนี้ได้หรือ”
ซูฮว่ายิ้มขมขื่น “ไม่อย่างนั้นจะให้ทำยังไง ร้องไห้ร้องห่มขู่จะฆ่าตัวตายหรือ เรื่องแบบนั้นน่ะ น่าเกลียดน่าชัง แม้แต่ใช้ประโยชน์อะไรก็ไม่ได้ เขาไม่ได้มีใจอยู่ที่หนู จะฝืนรั้งไว้ก็ไร้ความหมาย และก็รั้งไว้ไม่อยู่ด้วย แม่จ๋า หนูง่วงแล้ว ขอไปนอนพักก่อนนะ”
“ไปเร็ว” ซูเพ่ยหลานมองนางอย่างปวดใจ พร้อมกับถอนหายใจ
เด็กคนนี้รู้จักโตเกินไป จนน่าสงสารน่าเห็นใจ
ซูฮว่าหันหลังไปที่ห้องนอน
หลับไปครั้งนี้ยาวนานถึงสองวันสองคืน
จนซูเพ่ยหลานตกใจกลัว เข้ามาดูลมหายใจของนางเป็นพัก ๆ
ความจริงแล้วซูฮว่าเองก็นอนไม่ค่อยหลับนัก เพียงแต่ไม่อยากขยับตัว ไม่รู้สึกหิว ทั้งร่างอ่อนระทวยไร้เรี่ยวแรง หัวใจราวกับขาดหายไปชิ้นใหญ่
ทุกข์ทรมานราวกับฟ้าถล่ม
วันที่สาม ซูฮว่าฝืนกายลุกขึ้น
อาบน้ำชำระล้างหน้าให้สะอาดแล้ว เธอโทรศัพท์ไปหากู้เป่ยเสียน “เตรียมสัญญาหย่าไว้รึยัง ไปทำเรื่องเมื่อไหร่ดีคะ”
กู้เป่ยเสียนนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “ผมต้องเดินทางไปต่างเมือง รอกลับมาก่อนแล้วค่อยว่ากันนะ”
“ได้ค่ะ งั้นหนูไปทำงานก่อนนะ ตอนไปก็โทรแจ้งหนูล่วงหน้านะ”
“หางานได้เร็วขนาดนี้เลยหรือ ที่ไหนหรือ” เขาถามด้วยน้ำเสียงห่วงใย
“ที่ร้านของเก่าแห่งหนึ่ง ก่อนหน้านี้ก็โทรมาตามตลอดให้ไปทำงานด้วย”
“อย่าทำงานหนักเกินไปนักเลย ถ้าขาดเงินก็บอกผมนะ” เสียงเขาทุ้มต่ำอ่อนโยน ราวกับผสมผสานแสงจันทร์เข้าไปด้วย ทำให้หลงใหลยิ่งนัก
ในใจซูฮว่าปวดร้าวขึ้นมา กล่าวอย่างห่างเหินว่า “ไม่ขาดหรอกค่ะ ขอบคุณนะ”
หลังจากกินอาหารเช้าแล้ว ซูฮว่าเรียกรถแท็กซี่มาที่ร้านกู่เป่าจาย
คนที่ต้อนรับเธอคือเสิ่นหวย ผู้สืบทอดรุ่นเยาว์ของร้าน
เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนกับกางเกงสีกากี รูปร่างสูงโปร่ง ดูสง่างาม มีอุปนิสัยสะอาดหมดจด สุภาพอ่อนโยนดุจหยก
หลังจากแนะนำซูฮว่าให้กับทุกคนที่ชั้นล่างรู้จักแล้ว เสิ่นหวยก็พาเธอมาที่ชั้นบน แนะนำให้รู้จักกับชุยโซ่วเชิง ผู้เชี่ยวชาญด้านการประเมินของเก่าอาวุโสของร้าน
“คุณปู่ชุยครับ นี่คือซูฮว่า ผู้สืบทอดวิชาโดยตรงจาก ‘ฉมอัศจรรย์’ ผู้เฒ่าซู เชี่ยวชาญด้านการฟื้นฟูภาพวาดและอักษรโบราณ ต่อจากนี้ไป เธอก็จะเป็นนักฟื้นฟูโบราณวัตถุของร้านเราแล้วครับ หากมีอะไรที่ไม่แน่ใจ ก็มาหารือกับเธอได้นะครับ”
ชุยโซ่วเชิงอายุใกล้หกสิบปี มองสำรวจซูฮว่าผ่านแว่นสายตายาว
เด็กสาวอายุเพิ่งยี่สิบต้น ๆ จะมาเป็นนักฟื้นฟูโบราณวัตถุชั้นยอดได้อย่างไร
ตอนเธออายุเท่านี้ เขายังเป็นแค่เด็กฝึกงานอยู่เลย
ทายาทรุ่นเยาว์ของร้านกลับยกยอเธอปานนั้น แถมยังให้เขาถ้าไม่แน่ใจก็ไปปรึกษาเธอ!
เขารับปากด้วยดี แต่ในใจกลับไม่ยอมเลย!
พอเสิ่นหวยไปแล้ว เขาก็ถามซูฮว่าขึ้นว่า “เสี่ยวซู เธออายุยังน้อยนัก ทำงานในสายนี้มากี่ปีแล้ว”
ซูฮว่ายิ้มเรียบ ๆ “สิบกว่าปีได้มั้งคะ”
ชุยโซ่วเชิงไม่อยากเชื่อเลย “ปีนี้เธออายุเท่าไหร่”
“ยี่สิบสามปีค่ะ”
ชุยโซ่วเชิงคิดในใจ เด็กสาวตัวเล็ก ๆ อายุไม่มากแต่คุยโวเสียเต็มที่ รอดูถูกตบหน้าเถอะ!
อาชีพนี้ ต้องพึ่งความสามารถที่แท้จริง อาศัยแค่ปากหวานอย่างเดียวไม่ได้!
พูดคุยกันไปมา พนักงานชั้นล่างก็ขึ้นมาตามแล้ว
ซูฮว่าและชุยโซ่วเชิงลงไปชั้นล่าง
เห็นชายวัยสามสิบกว่าปีคนหนึ่ง ถือภาพวาดโบราณเก่าคร่ำคร่า สกปรกมอมแมมอยู่ในมือ ถามว่าซ่อมแซมได้หรือไม่
ชุยโซ่วเชิงชำเลืองมองดู
นั่นยังจะเรียกว่าภาพวาดได้อีกหรือ มันดำปิ๊ดปี๋แผ่นหนึ่ง ขาดรุ่งริ่ง ยับยู่ยี่ แถมยังเต็มไปด้วยรูหนอนแมลง
การชำรุดเสียหายระดับนี้ นอกจากผู้ฟื้นฟูระดับสูงสุดภายในประเทศแล้วจึงจะมีโอกาสสำเร็จบ้างเล็กน้อย
เขามองซูฮว่าอย่างเย้ยหยันสมน้ำหน้า “เสี่ยวซู ทุกคนจับตาดูเธออยู่นะ อย่าทำให้พวกเขาผิดหวังเชียว”
ซูฮว่าเดินไป หยิบภาพวาดนั้นขึ้นมาพิจารณาอย่างละเอียดครั้งแล้วครั้งเล่า แล้วบอกกับแขกว่า “ซ่อมได้ค่ะ”
แขกได้ยินดังนั้นก็ดีใจใหญ่ “ใครเป็นคนซ่อม นานแค่ไหนถึงเสร็จ”
“ฉันเองค่ะ สามวันก็ได้”
“คุณน่ะหรือ” แขกมองสำรวจซูฮว่าที่อายุราวยี่สิบต้น ๆ ใบหน้างดงาม ดูมีน้ำมีนวล ก็เต็มไปด้วยความเคลือบแคลง
“นี่มันเป็นของแท้ของหวังเจี้ยน หนึ่งใน ‘สี่เซียน’ แห่งปลายราชวงศ์หมิงต้นราชวงศ์ชิงนะ ราคาประมูลขึ้นต้นก็เป็นล้านแล้ว อย่ามาทำพังนะ”
ทุกคนมองซูฮว่าด้วยสายตากังขาเช่นกัน สามวันหรือ
นี่มันบ้าระห่ำเกินไปแล้ว
ชุยโซ่วเชิงเม้มปาก ลูบเคราแล้วพูดว่า “เสี่ยวซู เออพวกวัยรุ่นลูกวัวเกิดใหม่ไม่กลัวเสือ เป็นเรื่องดี แต่ก็ต้องทำตามกำลังตัวเองด้วย ถ้าเธอซ่อมของแขกเสียหายน่ะ ชื่อเสียงร้านกู่เป่าจายของเราก็พังด้วยนะ ความเสียหายระดับนี้ ต่อให้ผู้ฟื้นฟูชั้นเซียนมาก็ไม่กล้าพูดว่าสามวันซ่อมได้ พวกเขาซ่อมภาพวาดโบราณสักภาพ ภาพไหนไม่กินเวลาหลายเดือนหรือหลายปี”
ความหมายแฝงก็คือ เธออย่าไม่เจียมตน!
ซูฮว่าน้ำเสียงแน่วแน่ “สามวันได้แน่ค่ะ ถ้าซ่อมเสียหาย ดิฉันยินดีชดใช้สองเท่าตามราคาตลาด”
แขกเองก็ตั้งใจจะซ่อมให้ดีแล้วนำไปประมูล พอได้ยินว่ามีเรื่องดีแบบนี้ด้วย ก็ตกลงทันที “คำพูดไม่มีหลักฐาน พวกเรามาทำสัญญากัน”
“ได้ค่ะ”
เมื่อประเมินราคาเสร็จ เซ็นสัญญาแล้ว ซูฮว่าก็นำภาพวาดโบราณขึ้นมาที่ห้องฟื้นฟูชั้นบน
ผลักประตูเปิดออก
ในห้องมีโต๊ะไม้จริงสีแดงเข้มสูงครึ่งท่อนคนสองตัว
พู่กันเรียง, มีดคัดแยก, ผ้าขนหนูขนแกะ, พู่กันขนแกะ, กระดาษสา และอุปกรณ์ฟื้นฟูอื่น ๆ ครบครัน
การฟื้นฟูภาพวาดและอักษรโบราณนั้น มีกระบวนการหลัก ๆ อยู่สี่ขั้นตอนคือ “ล้าง-เปิด-ปะ-เสริม”
ซูฮว่าให้คนไปต้มน้ำร้อนมาเต็มกาหนึ่ง แล้วใช้พู่กันเรียงจุ่มน้ำร้อนเริ่มล้างภาพวาดโบราณ
ทุกครั้งลงมืออย่างระมัดระวัง
ทั้งต้องล้างคราบสกปรกให้สะอาด และไม่ให้น้ำแรงเกินไปจนทำลายเส้นใยกระดาษอันเปราะบางของภาพวาดโบราณ
ฟังดูง่าย แต่ทำยาก
โชคดีที่เธอฝึกซ่อมแซมภาพวาดโบราณอยู่ข้างกายคุณตามาตั้งแต่เด็ก เรื่องเช่นนี้จึงเจนจัดชำนาญมานานแล้ว
คุณปู่คุณย่าของกู้เป่ยเสียนเองก็หลงใหลในการสะสมของเก่า สองปีมานี้เธอเกือบจะแบกรับงานฟื้นฟูภาพวาดและอักษรโบราณของครอบครัวเขาไปทั้งหมด
ไม่ต้องพูดถึงภาพวาดโบราณระดับนี้เลย ภาพที่เก่าแก่และเสียหายกว่านี้ เธอก็เคยซ่อมมาแล้ว
เวลากระชั้นชิด หลายวันต่อมาซูฮว่าจึงยุ่งจนเงยหน้าขึ้นไม่ได้
ยุ่งก็ดี
ยุ่งแล้ว จะได้ลืมกู้เป่ยเสียนไปชั่วคราว
แม้แต่ความเศร้าก็เจือจางลง
สามวันต่อมา แขกมารับภาพวาด
ซูฮว่านำภาพวาดโบราณที่ฟื้นฟูเรียบร้อยแล้วลงมาที่ชั้นหนึ่ง
แขกคนนั้นมองภาพวาดที่แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว ก็ตะลึงงันไป “นี่ใช่ภาพวาดที่ฉันเอามาหรือเปล่า คุณคงไม่ได้แอบสับเปลี่ยนมันหรอกนะ”
ชุยโซ่วเชิง ผู้จัดการร้านและเหล่าเด็กฝึกงานต่างก็เดินกรูเข้ามา รู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่งเช่นกัน
บนภาพวาดโบราณมีเทือกเขาสลับซับซ้อน ยอดเขาสูงชันลาดเท กลางหุบเขามีต้นไม้เขียวขจี ราวกับมีชีวิต
นี่ยังเป็นภาพวาดโบราณผืนนั้นที่ดุจผ้าขี้ริ้ว ขาดรุ่งริ่งจนมองไม่เห็นภาพหรือเปล่า
ซูฮว่าพูดขึ้นเรียบ ๆ ว่า “ใช้เครื่องมือตรวจสอบได้นะคะว่าเป็นของจริงหรือของปลอม”
หลังจากตรวจสอบเสร็จ แขกก็ยกนิ้วโป้งให้ซูฮว่า จ่ายเงิน แล้วถือภาพวาดออกไปอย่างพึงพอใจ
จากนั้นข่าวก็แพร่จากปากต่อปาก สิบปากก็ว่าตาม
ทั่วทั้งย่านถนนของเก่าต่างรู้กันทั่วว่า ร้านกู่เป่าจายมีนักฟื้นฟูภาพวาดโบราณสาวสวยมาใหม่
เพิ่งจะยี่สิบต้น ๆ แต่วีรกรรมกลับทัดเทียมปรมาจารย์ด้านการฟื้นฟูระดับชาติ!
ยามเย็นย่ำค่ำ
กู้เป่ยเสียนโทรศัพท์มา “รถของผมหยุดอยู่หน้าประตูร้านของเธอแล้ว ออกมาเถอะ”
เมื่อได้ยินเสียงที่คุ้นเคย หัวใจของซูฮว่าก็เต้นตุบ ๆ อย่างเจ็บปวด
เธอยกข้อมือดูนาฬิกา แล้วพูดเบา ๆ ว่า “มืดค่ำแล้ว ไปที่ว่าการเขตคงไม่ทัน รอพรุ่งนี้เช้าไปดีไหมคะ”
กู้เป่ยเสียนนิ่งเงียบไปชั่วขณะ “คุณย่าอยากพบเรา บอกว่ามีเรื่องสำคัญมาก”