เจียงเฟิ่งหัวไม่คิดว่าเขาจะอารมณ์ร้ายขึ้นมากะทันหัน “ฝ่าบาทจะทอดพระเนตรหรือไม่เป็นเรื่องของฝ่าบาท หม่อมฉันจะคัดหรือไม่ก็เป็นเรื่องของหม่อมฉัน”
“เจียงเฟิ่งหัว” เซี่ยซางตวาดเรียกนาง ความขุ่นเคืองของเขาอัดอั้นมาตั้งแต่เมื่อวานจนถึงวันนี้ แต่นางกลับไม่รู้สึกเลยหรือ
นางพลันไม่กล้าขยับ ดวงตาทั้งสองจ้องมองเขาตรง ๆ ก่อนเอ่ยอย่างไม่ทุกข์ไม่ร้อน “ท่านอ๋องทรงกริ้วด้วยเหตุใด หม่อมฉันไปล่วงเกินท่านอ๋องตรงไหนหรือเพคะ”
เขาโกรธจนอยากคว่ำโต๊ะ แววตาคมกริบดุดันราวเสือดาว ทว่าเมื่อเห็นดวงตาของเจียงเฟิ่งหัวที่ดูน่าสงสารและสับสน เขาก็ข่มเพลิงโทสะไว้ ก่อนคว้ามือนางมาโดยพลัน “เมื่อคืนกลับไปแล้วเหตุใดจึงไม่ทายา”
เจียงเฟิ่งหัวชักมือกลับ หลบสัมผัสของเขา ในใจนางอดคิดไม่ได้ว่า มิใช่ท่านหรอกหรือที่ทำให้เป็นเช่นนี้
นางเอ่ยเสียงเรียบ “รอยช้ำเช่นนี้ไม่เจ็บไม่คัน ทายาอะไรก็ไร้ประโยชน์ มีแต่ต้องรอให้มันค่อย ๆ หายเอง”
เจียงเฟิ่งหัวหลบสายตาเขา กลับไปนั่งตัวตรงข้างโต๊ะหนังสือ แล้วตั้งใจคัดลอกงานที่ฝ่าบาททรงมอบหมายอย่างจดจ่อ
เซี่ยซางสัมผัสได้อย่างชัดเจนถึงความเหินห่างและเย็นชาของนาง ราวกับนางถอนตัวออกไปในพริบตา เป็นเพราะเมื่อคืนเขาไม่ได้ตอบคำถามของนาง นางจึงตัดใจแล้วหรือ
นางคิดจะถอนตัว ได้รับอนุญาตจากเปิ่นหวังแล้วหรือ
เขาดึงนางให้ลุกขึ้น ก่อนหมุนตัวนั่งลงบนเก้าอี้นวม เจียงเฟิ่งหัวเห็นว่าเขาช่างไร้เหตุผล จึงหันหลังคิดจะเดินจากไป
วินาทีถัดมา เซี่ยซางกลับฉุดนางมานั่งบนตัก รวบกอดนางไว้แน่น แล้วหยิบขวดกระเบื้องออกมาทายาให้นางอย่างทะนุถนอม
เจียงเฟิ่งหัวจ้องนิ้วมือของเขา นิ้วยาวขาวผ่องมีรอยแผลอยู่หนึ่งแผล แม้เลือดจะหยุดไหลแล้ว แต่แผลยังไม่สมาน หากไม่ได้พันแผลไว้ย่อมหายช้า
