ฮองเฮาทรงแย้มพระสรวล “เด็กคนนี้ อ่านหนังสือมากขึ้นหน่อยก็ริอาจสั่งสอนผู้อาวุโสเสียแล้ว นางมีวาจาและกิริยาเช่นนี้มาแต่ไหนแต่ไร เป็นคนหยาบกระด้างไร้มารยาท เปิ่นกงย่อมไม่จำเป็นต้องถือสาคนหยาบกระด้าง”
“มิใช่เช่นนั้นเพคะ” เจียงเฟิ่งหัวกล่าวต่อ “เมื่อวานเสด็จพ่อมีพระบัญชาให้หม่อมฉันคัดลอก《คัมภีร์หลี่จี้》 ทั้งยังทรงกำชับให้อ่านอย่างละเอียด คิดว่าคงทรงประสงค์สั่งสอนหม่อมฉันว่า ‘มารยาทต่อมนุษย์ก็เปรียบดังเชื้อสุรา ผู้เป็นสุภาพชนย่อมใส่ใจในคุณธรรม ส่วนคนพาลย่อมเห็นแก่ตัว’ เพื่อเตือนหม่อมฉันมิให้เอาเยี่ยงคนพาลที่ไม่รู้จักมารยาท
หม่อมฉันบังอาจกราบทูล ฮองเฮาเป็นประมุขแห่งวังหลัง เมื่อมีพระสนมไม่รู้จักมารยาท ฮองเฮายิ่งควรอบรมสั่งสอน มิควรปล่อยให้พระสนมทำให้ราชวงศ์เสื่อมเสียพระเกียรติ
หากเรื่องนี้เล็ดลอดไปถึงพระกรรณฝ่าบาท ฮองเฮาย่อมถูกตำหนิว่าไม่ทรงปฏิบัติหน้าที่ ครั้นถึงเวลานั้นหม่อมฉันเกรงว่าฮองเฮาอาจต้องพลอยรับโทษโดยไม่เป็นธรรม ซึ่งยังถือเป็นเรื่องเล็ก
หากแพร่งพรายไปถึงหูชาวบ้าน พวกเขาเอาเยี่ยงอย่างกัน แล้วแคว้นต้าโจวของเราจะต่างอะไรกับพวกอนารยชนเผ่าหู” น้ำเสียงของเจียงเฟิ่งหัวอ่อนหวานแผ่วพลิ้ว ทว่าหนักแน่นทรงพลัง ช่างมีบุคลิกของเจียงไท่ฟู่เส้าเมื่ออบรมสั่งสอนผู้คนไม่ผิดเพี้ยน
เมื่อวานซูกุ้ยเฟยก็คิดเล่นงานนางแล้ว นางจึงไม่จำเป็นต้องแสร้งประจบเอาใจ อีกทั้งนางก็ควรยืนอยู่ฝ่ายเดียวกับฮองเฮา
ทุกถ้อยคำของเจียงเฟิ่งหัวทิ่มแทงใจซูกุ้ยเฟย ทั้งด่าว่านางเป็นคนพาล ทั้งยกฝ่าบาทมาข่มขู่ หากนางไม่เคารพแม้แต่ฝ่าบาท ก็ถือเป็นการลบหลู่เบื้องสูงอย่างร้ายแรง
หากขยายความต่อไป ซูกุ้ยเฟยถือตนว่าได้รับความโปรดปรานจึงกำเริบเสิบสาน ไม่เคารพฮ่องเต้และฮองเฮา เช่นนั้นตระกูลซูจะไม่เคารพเช่นกันหรือ ย่อมเข้าข่ายคิดก่อกบฏ
