ชาติก่อนเจียงเฟิ่งหัวไม่เคยได้รับการคำนับจากนาง เพราะมิได้เป็นที่โปรดปรานของเซี่ยซาง บ่าวไพร่ในจวนจึงกลั่นแกล้งนางสารพัด ทว่าชาตินี้เซี่ยซางเพิ่งออกจากห้องของนางเมื่อคืน ทุกคนล้วนเห็นกับตา จึงนอบน้อมต่อนางเป็นพิเศษ
“พระชายารองซูไม่ต้องมากพิธี เราล้วนเป็นคนครอบครัวเดียวกันแล้ว เชิญนั่งเถิด” นางสั่งเสียงขรึม “หงซิ่ว ยกน้ำชาให้พระชายารองซู”
“ขอบพระทัยพระชายา” ซูถิงหว่านนั่งลงอย่างสง่างาม ก่อนกล่าวว่า “เมื่อวานหม่อมฉันใจร้อนเกินไป ขออภัยด้วยเพคะ”
เจียงเฟิ่งหัวยิ้มบาง น้ำเสียงอ่อนโยนดุจสายลมวสันต์เดือนสาม “ท่านอ๋องทรงอธิบายให้ข้าฟังแล้ว พระองค์ตรัสว่าพระชายารองซูเติบโตในชายแดนตั้งแต่เยาว์วัย เป็นคนตรงไปตรงมา พูดจาไม่อ้อมค้อม ทั้งยังมีจิตใจดี ข้าจะถือโทษเจ้าได้อย่างไร เรื่องผ่านไปแล้ว”
อาซางช่วยนางเอ่ยคำขอโทษ ซูถิงหว่านรู้สึกเศร้าใจ เจียงเฟิ่งหัวอ่อนโยนถึงเพียงนี้ ทำให้นางรู้สึกไร้เรี่ยวแรง ราวกับจะออกแรงสักนิดก็ยังไม่ได้ นางเคยนึกว่าอาซางคงไม่ชอบสตรีอ่อนหวานเช่นนี้ นางคิดผิด อาซางเองก็ถูกเจียงเฟิ่งหัวดึงดูดเช่นกัน
ยามนี้นางอยากให้เวลาย้อนกลับไปเหลือเกิน หากเป็นเช่นนั้น นางจะไม่โมโหเด็ดขาด จะไม่เปิดโอกาสให้ทั้งสองได้อยู่ด้วยกันตามลำพังเด็ดขาด
นางมองอากูหยุนฟางแวบหนึ่ง ก่อนกล่าวอย่างนอบน้อมว่า “เพคะ หม่อมฉันทราบแล้ว”
เจียงเฟิ่งหัวพูดคุยกับซูถิงหว่านอย่างอ่อนโยน
อีกด้านหนึ่ง หยุนฟางยืนอยู่ข้างกายอย่างนอบน้อม เจียงเฟิ่งหัวจำได้ว่านางเป็นผู้รับใช้ข้างกายซูกุ้ยเฟย อีกสองปีก็จะออกจากวังแล้ว ชาติก่อนหยุนฟางก็มาที่จวนอ๋องเหิงหลังซูถิงหว่านเข้าจวนได้ไม่นาน จากนั้นนิสัยของซูถิงหว่านก็เปลี่ยนไป
