นอกเมืองมีศาลเจ้าที่อยู่ตรงศาลาสิบลี้ เซี่ยซางตามซูถิงหว่านมาทันที่นี่ ทั้งสองกำลังอยู่ในห้วงรักหวานชื่น จึงอาศัยศาลเจ้าที่ประกอบพิธีกราบฟ้าดิน นี่เป็นความต้องการของซูถิงหว่าน
นางกล่าวว่า “อาซาง ในเมื่อไม่อาจเข้าพิธีแต่งงานกับท่านอย่างเปิดเผยได้ เช่นนั้นพวกเราก็คารวะเทพเจ้าที่เถิด ผู้คนทั่วหล้าต่างเลื่อมใสศรัทธาท่าน คารวะท่านสักครั้งย่อมไม่ผิดหรอก”
เดิมทีเซี่ยซางยังลังเลอยู่บ้าง แต่ก็ทนต่อคำประกาศอันห้าวหาญของซูถิงหว่านไม่ไหว อีกทั้งรู้แก่ใจว่าวันนี้ตนผิดคำพูดต่อนาง ยามได้เห็นนางในชั่วขณะนั้น ความรู้สึกที่ได้สิ่งซึ่งสูญเสียไปกลับคืนมาทำให้เขาราวกับได้สมบัติล้ำค่า ในที่สุดจึงยอมประกอบพิธีแต่งงานกับนางในศาลเจ้าที่
หลังทั้งสองคารวะฟ้าดิน ซูถิงหว่านก็กล่าวว่า “อาซาง วันนี้เป็นวันที่ข้ามีความสุขและเป็นอิสระที่สุดในชีวิต ในเมื่อพวกเราคารวะฟ้าดินกันแล้ว ก็ถือเป็นสามีภรรยากัน ข้าเป็นภรรยาของท่านแล้ว ช่างมีความสุขเหลือเกิน”
เขาไม่อาจมอบตำแหน่งชายาเอกให้นางได้ บัดนี้กลับลอบประกอบพิธีคารวะฟ้าดินกับนางนอกเมือง ทั้งยังรู้ดีว่าไม่ถูกต้องตามธรรมเนียม ทว่าหว่านหว่านมีนิสัยเปิดเผย ไม่ใส่ใจเรื่องหยุมหยิมเหล่านี้ เขาจึงคล้อยตามนาง
แววตาที่เขามองนางเปี่ยมด้วยความเอ็นดู ตราบใดที่ไม่ขัดต่อมโนธรรมและคุณธรรม คำขอใด ๆ ของหว่านหว่าน เขาล้วนพยายามทำให้สำเร็จ
ซูถิงหว่านโอบเอวเขา ซบอยู่ในอ้อมอก หากที่นี่เป็นห้องหอของพวกเขา ต่อจากนี้ควรจะ…
แก้มของนางแดงระเรื่อ เซี่ยซางพลันนึกถึงคำกำชับที่เจียงหวยพูดกับเขาบนโต๊ะสุรา เขาคิดจะบอกหว่านหว่านว่าฐานะของตนไม่อนุญาตให้ทำเช่นนี้ จึงผลักนางออก แล้วกล่าวเสียงขรึมว่า “หว่านหว่าน พวกเรากลับกันเถิด ที่จริงเจียงเฟิ่งหัวตกลงแล้ว…”
เมื่อได้ยินชื่อเจียงเฟิ่งหัว แววไม่พอใจก็วาบผ่านดวงตาซูถิงหว่าน นางเลิกคิ้วขัดจังหวะเขา “ท่านบอกข้าสิว่าข้าเป็นภรรยาของท่านหรือไม่”
