เจียงเฟิ่งหัวออกจากห้องทรงพระอักษร ทว่าในใจกลับครุ่นคิดถึงเรื่องสุสานหลวงถูกโจรกรรม นางจำได้ว่าชาติก่อนสุสานหลวงถูกโจรกรรมจริง บิดาเคยเอ่ยถึงเรื่องนี้อยู่บ้างเป็นบางครั้ง แต่ไม่เคยเล่าอะไรเพิ่มเติม ราชวงศ์ปกปิดเรื่องนี้ไว้ได้อย่างมิดชิด
แม้นางจะเป็นพระชายาอ๋องเหิง แต่กลับแทบไม่มีความเกี่ยวข้องกับเซี่ยซาง อีกทั้งยังไม่ได้รับความโปรดปรานจากเขา เรื่องของเขานางจึงรู้เพียงน้อยนิด
นางจำได้ว่าหลังเซี่ยซางขึ้นเป็นรัชทายาท เขาก็เฝ้าตามหาสิ่งของชิ้นหนึ่งมาตลอด คิดดูแล้วคงเป็นของล้ำค่าของราชวงศ์ที่ถูกขโมยไปจากสุสานหลวง สิ่งใดกันที่หายไป ต่อมาแม้ผ่านไปหลายปี ก็ยังตามกลับคืนมาไม่ได้
ฮ่องเต้ทำเรื่องลึกลับซับซ้อนเช่นนี้ ตกลงแล้วสิ่งใดสำคัญถึงเพียงนั้นกัน?
เจียงเฟิ่งหัวจมอยู่กับห้วงความคิดของตน กระทั่งอู๋ซินมายืนข้างกายนางโดยไม่รู้ตัว นางก็ยังไม่ทันสังเกตเห็น
อู๋ซินตื่นเต้นอยู่บ้าง “อู๋ซินคารวะพระชายา”
เจียงเฟิ่งหัวกวาดตามองเขา เขาเรียกตนเองว่าอู๋ซิน นึกไม่ถึงว่าจะเป็นขันทีน้อยคนเดียวกับเมื่อครั้งนั้น ครั้นเติบใหญ่แล้วหน้าตาก็หล่อเหลาไม่น้อย นางกล่าวว่า “ผู้ดูแลเฉาให้เจ้ามาส่งข้าไปตำหนักคุนหนิง”
“พ่ะย่ะค่ะ” อู๋ซินตื่นเต้นอยู่บ้าง คิดว่านางจำตนไม่ได้ “ที่จริงแล้ว ข้าน้อย...”
เจียงเฟิ่งหัวกวาดตามองไปรอบด้าน เห็นคนผู้หนึ่งหลบ ๆ ซ่อน ๆ อยู่ใต้ชายคาไกลออกไป นางคิดว่าอีกฝ่ายคงเป็นคนของซูกุ้ยเฟย
นางแย้มยิ้มอ่อนโยน เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยแล้วเอ่ยเสียงเบา “เช่นนั้นต้องขอบใจขันทีอู๋ซินแล้ว”
อู๋ซินอยู่ในวังมาสิบปี ทั้งยังได้เป็นบุตรบุญธรรมของขันทีเฉา ย่อมมิใช่คนไร้ความสามารถ “พระชายาไม่ต้องเกรงใจ นี่เป็นหน้าที่ของข้าน้อยอยู่แล้ว”
