หลังจากก้าวออกมาจากอาคารผู้ป่วยใน เจียงอวี้ก็ขับรถออกไปคนเดียว
รถยนต์หงฉีกั๋วหลี่สีดำคันหนึ่ง แล่นไปอย่างไร้จุดหมายบนท้องถนน
ในรถ เจียงอวี้ที่สีหน้าค่อย ๆ เคร่งขรึมลง เอาแต่ทบทวนตัวเองซ้ำ ๆ
เจียงซูเฉินเคยบอกว่าเขาต้องทำใจให้สงบ
เพื่อให้ตัวเองสงบลง เขาเปิดกระจกรถ ปล่อยให้ลมหนาวยามค่ำคืนต้นฤดูใบไม้ผลิของเดือนมีนาคมพัดผ่าน แล้วทบทวนเรื่องราวซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ในที่สุด เขาก็โทรหาเจียงซูเฉิน “ออกมาคุยกันหน่อย”
“ต้องคืนนี้เลยเหรอ”
เจียงซูเฉินได้ยินความหม่นหมองในน้ำเสียงของเขา ก็รู้ว่าในใจเขาไม่สบาย
เจียงอวี้ยังไม่ทันตอบ เจียงซูเฉินก็พูดต่อ “เดี๋ยวฉันขออนุญาตจิ้งซูก่อนนะ ถ้าเธออนุญาตให้ฉันออกไปดึกแบบนี้ ฉันจะไปหาที่เดิม”
วางสายไปแล้ว เจียงอวี้ก็อดทอดถอนใจไม่ได้ เจียงซูเฉินเนี่ย ฟังเซี่ยจิ้งซูไปเสียทุกอย่าง
เมื่อก่อนนี้ ตัวเขาเองก็ไม่ใช่ฟังหลินทิงทุกอย่างเหมือนกันหรือ
เจียงอวี้ไม่รู้เลยว่า เขากับหลินทิงมาถึงขั้นนี้ได้ยังไง
ครึ่งชั่วโมงต่อมา
สองพี่น้องมาพบกันที่เดิม
นั่นเป็นแนวชายฝั่งที่มีคลื่นลมแรง ลมทะเลพัดกระโชกเป็นระลอก ๆ
เจียงอวี้ที่นั่งอยู่บนโขดหิน เตรียมเหล้าไว้แล้ว นั่งตากลมหนาวรอเจียงซูเฉิน
เจียงซูเฉินกระชับเสื้อคลุม “แค่ออกมาหานาย จิ้งซูก็โกรธฉันอีกแล้ว ว่าไง จะชดเชยให้ฉันยังไง”
“ซูเฉิน นายรู้จักฉันดีแค่ไหน” เจียงอวี้กำขวดเหล้าไว้ในมือ มองดูคลื่นที่ซัดสาดในความมืด
พลิกผันดั่งเกลียวคลื่น
ก็คือจิตใจของเขาในยามนี้
เจียงซูเฉินนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนนั่งลงแล้วตอบว่า “นายฉลาดมาตั้งแต่เด็ก มีพรสวรรค์รอบด้าน ความจำดีเยี่ยม พรสวรรค์ด้านการวาดภาพสูงมาก ชอบกินส้มโอ ไม่กินต้นหอมกับผักชี แพ้ถั่วลิสง และยังมีข้อเสียร้ายแรงอีกอย่าง คือเป็นคนขี้ระแวงเกินไป”
