“ถลกกระโปรงลง”
ซูถังปลายนิ้วสั่นน้อย ๆ ใบหน้าซับสีชาดในพริบตา นางคลายสายคาดเอวตามคำ กระโปรงเลื่อนหลุดจากสะโพกคอดกิ่ว เหลือเพียงเสื้อชั้นในสีจันทร์ ผู้ดีห่อหุ้มร่างไว้
นางเบี่ยงกายเล็กน้อย เสื้อชั้นในรั้งขึ้น เผยบั้นเอวผุดผาดกว้างใหญ่ เนื้อเนียนในแสงอรุณ ดุจหยกขาวชั้นดี จนตาพร่า
ทว่าฮูหยินกั๋วกงและมาม้าฉินไม่แม้แต่จะชำเลืองบั้นเอวคอดแค่ฝ่ามือ สายตาจับจ้องอยู่ที่สะโพกผายล้นของนาง ซึ่งอวบอิ่มกว่าสาวใช้ใด สองตาเป็นประกายวูบ
“ฮูหยิน ข้าเห็นว่าคุณหนูถังไม่เลว สะโพกใหญ่ดูแล้วต้องเกิดลูกเกิดหลานง่าย อีกอย่างท่านอบรมนางมาหลายปี นางรู้ขนบธรรมเนียมกว่าใคร แน่ใจว่าไม่ยั่วยวนนายแน่” มาม้าฉินกล่าวพลางยิ้ม
“ฮ่า ๆ ของดีในมือเจ้านี่ ตามีแววจริง ๆ” ในหน้าฮูหยินกั๋วกงบังเกิดรอยยิ้ม หล่อนทะนุถนอมเรือนร่างได้ดี
“ซูถัง เจ้าไปแต่งตัวหน่อย คืนนี้ไปปรนนิบัติใต้เท้า世子เถิด”
ซูถังคือสาวใช้เอกข้างกายนาง ฮูหยินกั๋วกงยิ่งมองยิ่งพึงใจ เอ่ยสั่งทันควัน
ซูถังคุกเข่าอย่างว่าง่าย ได้ยินคำท่านเฒ่า นางพลันเลื่อนลอยไปชั่วขณะ
ชาติก่อน นางก็คุกเข่าอยู่ที่นี่ ทว่าอาภรณ์ยังเรียบร้อยครบชุด นางได้ยินท่านเฒ่าสั่งให้เปลื้องกระโปรง ก็กล่าวอย่างไม่ลังเลว่า “บ่าวมีคู่หมั้นแล้ว ขอท่านเฒ่าเมตตา”
จวนกั๋วกงปฏิบัติต่อบ่าวไพร่กว้างขวาง ท่านเฒ่าแม้ไม่ชอบใจ แต่ก็คืนใบทาสให้นาง ซูถังถือใบทาสกับเงินที่เก็บไว้กลับเรือน คิดว่าจะได้แต่งกับบัณฑิตจาง ไหนเลยรู้ว่าญาติลับหลังก็หักขานางข้างหนึ่ง ส่งนางไปเป็นเมียสืบแก่ท่านลี้แซ่อายุแปดสิบอืด
หลังจากนั้น......
เพียงนึกถึง ซูถังก็ใจหายหายใจไม่ออก ทุกข์ทรมานแทบบ้า!
ขนตาดังขนกางอนงอ่อนสะบัดพักหนึ่ง นางก้มหน้าลงโขกศีรษะโดยไว เอ่ยด้วยน้ำเสียงซาบซึ้ง “บ่าวขอบพระทัยใต้เท้าเฒ่ายกย่อง!”
เห็นนางไม่ดีใจโจ่งแจ้งเยี่ยงอีเสือตัวนางอื่น ฮูหยินกั๋วกงยิ่งพึงใจมากขึ้น
“ซูถัง 世子แต่งเมียมาสามปีไร้บุตร หากเจ้าคลอดทายาทชายได้ เด็กคนนั้นก็คือ世子องค์ต่อไป”
เอ่ยถึงตรงนี้ ฮูหยินกั๋วกงเว้นไปครู่หนึ่ง นางแลเห็นซูถังเผยแววตาคาดหวังอย่างเหมาะเจาะ ก็พยักหน้ายิ่งชอบใจ
ดีแล้ว ๆ เช่นนี้จึงจะดี จึงจักปรนนิบัติ世子สุดกำลัง สืบสกุลให้จวนกั๋วกงได้
“เจ้าเป็นสาวใช้ข้างกายข้า ต่อให้ฮูหยิน世子ก็ดูแคลนเจ้าไม่ได้” ฮูหยินกั๋วกงพลางกล่าวพลางถอดกำไลข้อมือสวมให้ซูถัง
ซูถังน้ำตาซึ้ง มองนางว่า “ขอบพระทัยฮูหยินยกย่อง บ่าวจักปรนนิบัติใต้เท้า世子สุดใจ คลายกังวลให้ฮูหยิน”
รอให้นางโขกศีรษะอีกที ฮูหยินกั๋วกงถึงให้ออกไป
พ้นจากตำหนักกระเรียนเซียนแล้ว แววตาซูถังหวนคืนเย็นชาดังเก่า นางชำเลืองสายตาเหล่าสาวใช้ที่ส่งมาด้วยความริษยา มุมปากเหยียดหยัน
หากเลือกได้ นางก็อยากสลับกับพวกนาง นางหาได้ต้องการเป็นถงฝางต่ำต้อย ขอแค่ใช้ชีวิตถึงวัยออกจากจวน ไปแต่งกับคนดี
世子แต่งเมียเอกมาสามปี เมียเอก世子กับอนุสองคนไม่เห็นมีวี่แววของบุตร นั่นก็ไม่世子ไร้สมรรถภาพ ก็มีคนคอยปองร้าย การอยากได้บุตรน่ะง่ายที่ไหน
อีกประเดี๋ยว หากนางตั้งครรภ์ขึ้นมาจริง ด้วยวิถีทางของฮูหยินกั๋วกงที่เด็ดขาด ไปลูกอยู่แม่เป็นได้ นางคงสิ้นชีวิตแน่
หากมิใช่จนตรอก นางจักยอมเป็นถงฝางได้อย่างไร?
แต่ตอนนี้ นางยังต้องอาศัยร่มธง世子จัดการพวกหมาป่าขาวในเรือน เรื่องนี้ค่อย ๆ วางแผนไป
ตอนนี้ เรื่องสำคัญที่สุดคือการปรนนิบัติปรนเปรอคืนนี้
世子เคร่งขนบธรรมเนียมที่สุด หากไม่ยอมรับนาง พอรุ่งเช้านางก็จะกลายเป็นตัวตลก ซ้ำอาจถูกไล่ส่งบ้าน
พอนึกถึงคนตระกูลซู ซูถังสูดลมหายใจลึก ในสมองห้วงคิดถึงสิ่งที่นางเรียนรู้ในชาติก่อน นางกำนิ้วแน่น ในใจกะเกณฑ์ว่าใช้วิธีใดก็ตาม คืนนี้ก็ต้องให้ใต้เท้า世子โปรดนางให้ได้
ราตรีดึก ซูถังถูกพามาถึงตำหนักจิ่นซิน閣ของ世子 นางอาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อย สวมกระโปรงผ้าบางเฉียบ สงบนั่งคุกเข่าอยู่หน้าเตียง
ทั้งร่างสวมกระโปรงผ้าบางโปร่ง รัดเรือนร่างงามล้ำ ผิวขาวสุกปลั่งรำไรใต้เทียนไข แต่ใบหน้างามเย็นดุจน้ำค้าง ดั่งเทพธิดาในภาพวาดต้องมนตร์สู่โลก ดูสะดุดตายิ่ง
ก่อนหน้านี้สาวใช้บอก世子ว่าอยู่ในห้องหนังสือทำงาน นางคอยร่วมหนึ่งชั่วยาม สุดท้ายได้ยินเสียงฝีเท้าใกล้เข้ามา
ประตูถูกผลัก สวี่ฉุนอันยืนหน้าประตู กลางวันมารดาเอ่ยว่าจะส่งสาวใช้คนนึงมา ไหนเลยคิดว่าค่ำนี้จะถูกนำไปวางไว้ในเรือน คิ้วอดไม่ได้ที่จะย่น
ตอนนั้นซูถังเงยหน้าพอดี สองเนตรระยิบระยับระกา ยังไม่ทันเอ่ยก็เจือแววเขินอายสามส่วน ตรงเข้าตาสวี่ฉุนอัน
แต่สวี่ฉุนอันก็ยืนมองนางอย่างนั้น สายตาสงบเยือกเย็นเยี่ยงดูลังจั่นที่วางบนโต๊ะ ไม่ตะลึง ไม่ปรารถนา มีเพียงการวินิจฉัยอันเกือบจะเป็นความเย็นชา
ซูถังถูกเขาจ้องจนใจกระตุกวูบ รวบรวมใจยืนขึ้นว่า “ใต้เท้า世子 ให้บ่าวช่วยท่านเปลื้องอาภรณ์ดีหรือไม่?”
เห็นสาวงามหน้าแย้มยวนก้าวเข้ามา สวี่ฉุนอันกลับถอยไปหนึ่งก้าว
เขาเคร่งขนบธรรมเนียมที่สุด ขึ้นค่ำ-แรมค่ำฟ้าดินไม่ไหวติงไปเรือนฮูหยินหาน ส่วนสิบวันต้น-ปลายก็เลือกวันละวันไปเรือนอนุสอง หากตอนนี้รับถงฝางผู้นี้ไป จะให้เพิ่มอีกวันหนึ่งเพื่อรับมือนางหรือ?
การเสพสังวาสบั่นทอนกาย สวี่ฉุนอันไม่เต็มใจอยู่บ้าง เพิ่งจะอ้าปากปฏิเสธ ท่านเฒ่าก็ส่งมาม้าฉินมาเสิร์ฟซุปไตหมู
เห็นดังนี้ เขารู้ดีว่าคืนนี้ต้องมีกิจการ
จนบัดนี้ไม่มีบุตร ได้กลายเป็นความกังวลของมารดา โดยเฉพาะน้องชายต่างมารดาโน่นสามปีคลอดสอง ทั้งสองยังเป็นชาย ให้อนุได้อุ้มเด็กมาโอ้อวดต่อหน้ามารดาทุกวัน ให้มารดาคิดถึงหลานจนแทบเสียสติ
“มาม้าฉิน วางน้ำซุปไว้ก่อน ตอบมารดากลับไปว่าลูกรู้แล้ว” สวี่ฉุนอันถอนหายใจแผ่ว
มาม้าฉินรู้世子สุดกตัญญู รับปากแล้ว ค่ำนี้ต้องรับซูถังแน่ จึงยิ้มชื่นกลับไปรายงาน
พอมาม้าฉินจากไป สวี่ฉุนอันหันมองซูถัง กล่าวเรียบ ๆ “พักผ่อนเถอะ”
เขากางสองแขน รอให้ซูถังช่วยปลดอาภรณ์
ซูถังเป็นสาวใช้เอกของท่านเฒ่ามาแต่ไร เรื่องนี้ทำจนคุ้นมือ เร่งปลดอาภรณ์ชั้นนอกให้เขาอย่างระมัดระวัง ขณะทำก็แอบประเมินสวี่ฉุนอัน
นางไม่เคยพินิจเจ้านายชายละเอียดละออ สาวใช้ทั้งหลายว่า世子รูปโฉมดุจเทพ ดูแล้ว คำเล่าลือนั่นจริงแท้
คิ้วดุจกระบี่ ตาดุจดารา สง่าผ่าเผยเยี่ยงสนโบราณเดี่ยวดาย สว่างกระจ่างเยี่ยงจันทร์ในอ้อมอก ปรนนิบัติชายเช่นนี้นับได้ชดเชยความทุกข์ในชาติก่อน
พอปลดให้世子เปลี่ยนอาภรณ์แล้ว นางก็ถอดอาภรณ์นอกโปร่งบางนั่นอย่างแผ่วเบา เหลือแค่ผ้าเตี่ยวคาดอกปักลายบัวแฝด
ผ้าเตี่ยวคาดอกรูปบัวแฝดนั้นสีแดงยั่วสวาท ยิ่งขับผิวพรรณดังหยกขาวนุ่มนวล ณ ดอกบัวตรงทรวงวสันต์รำไร ทรวดทรงพริ้งเพรา ดั่งม้วนภาพงามมีชีวิต ทำให้ลมหายใจชะงักกึก
หากเป็นชายอื่นเห็น เกรงจักไม่อาจอดรนทนไหวฉุดสาวงามเข้าอ้อมแขน ทว่า世子ไม่ใช่บุรุษธรรมดา เพียงชายตามอง สายตาก็คืนความเย็นชาดั้งเดิม
ระหว่างที่ซูถังครุ่นคิดขั้นต่อไป 世子ยื่นแขนดึงนางเข้าห่มผ้าด้วยกัน