สวี่ฉุนอันไม่คิดเลยว่า ซูถังที่เมื่อครู่ยังนอนนิ่งอยู่บนเตียงจะเริ่มบิดตัวไปมา ประหนึ่งหนอนตัวหนึ่ง จนเตียงส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด
นี่มันช่างเหลวไหลสิ้นดี!
สวี่ฉุนอันเคยพบเห็นเรื่องเช่นนี้ที่ไหนกัน ใบหน้าหล่อเหลาพลันแดงเรื่อด้วยความอับอายและขุ่นเคือง
ขณะที่เขากำลังจะตำหนิสาวใช้ไร้กฎผู้นี้ ซูถังก็ส่งเสียงครางออกมาจากริมฝีปาก
ลมหายใจของสวี่ฉุนอันชะงักค้าง ถ้อยคำที่จ่ออยู่ริมฝีปากพลันเลือนหายไปจนหมด
จากนั้น ก่อนที่เขาจะทันตั้งตัว ซูถังก็บิดกายไปพลาง จับมือเขาไว้พลาง ก่อนก้มหน้าจุ๊บปากเขา เสียงริมฝีปากแนบชิดประสานกับเสียงครางของซูถัง ทำให้แววตาของสวี่ฉุนอันยิ่งลุ่มลึกขึ้น
“บังอาจ!” เขาชักมือกลับ น้ำเสียงแหบพร่าจนแม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่รู้ตัว
ซูถังไม่หวาดกลัวเขาแม้แต่น้อย กลับมองเขาด้วยดวงตาหยาดเยิ้ม ทว่าถ้อยคำที่เอ่ยกลับจริงจังเป็นงานเป็นการ
“ท่านซื่อจื่อ บ่าวทำเช่นนี้ก็เพื่อให้ฮูหยินผู้เฒ่าวางใจ ท่านโปรดวางใจ บ่าวไม่กล้าทำเรื่องเกินควรกับท่านแน่นอน”
สวี่ฉุนอันกะพริบตาคราหนึ่ง รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล ทันใดนั้น ซูถังก็เขย่าเตียงเสียงดังยิ่งกว่าเดิม น้ำเสียงครางก็สูงขึ้น ราวกับทั้งสองกำลังพัวพันกันอย่างดุเดือด
สวี่ฉุนอันมองนางแสดงละครอย่างทุ่มเท ถ้อยคำตำหนิจึงแปรเปลี่ยนเป็นเสียงถอนหายใจ
มารดาอยากอุ้มหลานจนแทบคลุ้มคลั่ง เป็นไปได้จริง ๆ ว่าจะส่งคนมาสอดส่องที่หอจิ่นซิน หากคืนนี้ทางเขาเงียบสนิทไร้ความเคลื่อนไหว มารดากลับจะเป็นฝ่ายกังวลเสียเอง
เมื่อคิดเช่นนี้ สาวใช้ผู้นี้ก็มิได้จงใจประจบเอาใจ เพียงทำตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายเท่านั้น
ความขุ่นเคืองในใจของสวี่ฉุนอันค่อย ๆ จางหาย ทว่าความร้อนรุ่มกลับคืบคลานเข้ามาอย่างเงียบเชียบ เขารู้สึกว่าทั่วกายร้อนผ่าว เพียงมองซูถัง ความปรารถนาในใจก็พลุ่งพล่านขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้
