เสิ่นเวยโบกมือให้เขา
“ลงไปเถอะ ฉันจะคุยกับผู้ช่วยเว่ยเอง”
หัวหน้าทีมรักษาความปลอดภัยก้มตัวเดินออกไป
เว่ยเหยียนขมวดคิ้วใส่เสิ่นเวยแล้วถามว่า
“เธอทำอะไรพ่อกับน้องชายฉัน?”
เสิ่นเวยตอบอย่างไม่ใส่ใจว่า
“ฉันก็แค่ให้รปภ.ไล่พวกเขาออกไปเอง มีอะไรนักหนา นายต้องดุฉันขนาดนี้เลยเหรอ?”
เว่ยจวินถือกระปุกอะไรสักอย่างเดินเข้ามาหาเธอด้วยสีหน้าภูมิใจ ราวกับกำลังเอาของล้ำค่ามามอบให้
เขาเกือบหลุดปากเรียกเธอว่าลูกสะใภ้ ถ้าพูดออกไปก็เท่ากับเปิดเผยความสัมพันธ์ของเธอกับเว่ยเหยียนต่อหน้าทุกคนไม่ใช่หรือ?
คุณหนูใหญ่แห่งตระกูลเสิ่นผู้สูงส่งกลับแต่งงานกับลูกชายชาวนา ถ้าเรื่องนี้แพร่ออกไปคงมีแต่คนหัวเราะเยาะ
เสิ่นเวยรับความอับอายเช่นนั้นไม่ไหว จึงได้แต่แสร้งทำเป็นไม่รู้จักพวกเขา แล้วสั่งให้หัวหน้าทีมรักษาความปลอดภัยพาคนมาไล่ทั้งคู่ไป
เว่ยเหยียนโกรธจนอกกระเพื่อม
“เสิ่นเวย เธอทำเกินไปแล้ว พวกเขาเป็นพ่อสามีกับน้องสามีของเธอนะ!
ตอนนั้นเพื่อให้เธอได้เรียนมหาวิทยาลัย พ่อฉันทำงานกะดึกที่ไซต์ก่อสร้าง แม้แต่น้องชายฉันยังเอาเงินอั่งเปาทั้งหมดออกมาช่วยเธอ แต่ตอนนี้เธอกลับทำกับพวกเขาแบบนี้!
เธอยังมีจิตสำนึกอยู่ไหม? ยังเป็นคนอยู่หรือเปล่า?”
เขาโมโหมากจนไม่มีเวลามาต่อปากต่อคำกับเธอ พอต่อว่าเสร็จก็รีบร้อนวิ่งลงไปข้างล่าง
ที่หน้าประตูบริษัท เขาเห็นเว่ยจวินกับเว่ยเสี่ยวเทากำลังลากกระสอบป่าน ทั้งคู่แต่งตัวเรียบง่าย
พวกเขายืนตากแดดแผดจ้าจนเหงื่อไหลท่วมตัว
ผู้คนที่เดินผ่านต่างมองพวกเขาด้วยสายตาแปลก ๆ ทั้งคู่จึงค่อย ๆ ขยับไปหลบอยู่ตรงมุม
เว่ยเหยียนรีบเดินเข้าไปหาทันที
“พ่อ น้อง ทำไมจู่ ๆ ถึงมาที่นี่ล่ะ? แม่เป็นอะไรหรือเปล่า?”
เมื่อคืนเขาเพิ่งกลับบ้านเกิดไปฉลองวันเกิดให้พ่อ วันนี้พวกเขากลับมาหาอีก หรือว่าที่บ้านเกิดเรื่องใหญ่ขึ้น?
พ่อแม่บุญธรรมอายุมากแล้ว ทั้งยังลำบากตรากตรำหาเลี้ยงครอบครัวมาตั้งแต่ก่อน สุขภาพก็ไม่ค่อยดี เขากลัวว่าแม่จะเป็นอะไรไป
เว่ยจวินส่ายหน้า
“ลูกเอ๊ย วางใจเถอะ แม่ไม่เป็นไร วันนี้พ่อกับน้องเข้าเมืองมาขนข้าวสารที่บ้านมาขาย
ไหน ๆ ก็นาน ๆ ทีจะได้เข้าเมือง พ่อเลยคิดว่าจะแวะมาหาลูกกับลูกสะใภ้ อีกอย่าง แม่ให้พ่อเอาเต้าเจี้ยวมาให้กระปุกหนึ่ง บอกว่าเมื่อวานลูกกลับบ้านแล้วลืมเอาไป
ตอนเด็ก ๆ ลูกชอบกินเต้าเจี้ยวนี้ที่สุด รับไปสิ เอากลับไปผัดกับข้าวหรือกินแกล้มโจ๊กก็ได้”
แม้เมื่อครู่นี้ในห้องโถง ลูกสะใภ้จะเปลี่ยนไปเป็นคนละคน แสร้งทำเป็นไม่รู้จักพวกเขาแล้วไล่ทั้งคู่ออกมา
แต่เว่ยจวินเป็นคนซื่อตรง อีกทั้งเห็นเสิ่นเวยเติบโตมาตั้งแต่เด็ก ในใจเขามองเธอเหมือนลูกคนหนึ่ง จึงไม่คิดถือสา
นอกจากนี้ เสิ่นเวยต้องบริหารบริษัทใหญ่โต ย่อมมีเรื่องลำบากใจอยู่บ้าง เขาเป็นคนบ้านนอกจริง ๆ ไม่ค่อยมีความรู้ อาจพูดจาหรือทำอะไรจนคนอื่นหัวเราะเยาะ ทำให้ลูกสะใภ้ขายหน้าก็ได้
คนบ้านนอกอาจไม่มีความรู้และไม่ค่อยมีการศึกษา แต่ไม่ได้แปลว่าไม่มีสมอง
เขาเองก็ดูสีหน้าคนเป็น
เว่ยจวินดูออกว่าลูกสะใภ้ไม่ต้อนรับ จึงตั้งใจรอให้ลูกชายลงมา เอาเต้าเจี้ยวให้แล้วค่อยกลับ
เว่ยเสี่ยวเทาที่อยู่ข้าง ๆ สีหน้าไม่ค่อยดีนัก พี่เวยเวยผู้แสนอ่อนโยนและใจดีในความทรงจำของเขา กลายเป็นคนปากร้ายแบบนี้ได้ยังไง?
นี่ใช่พี่สะใภ้ของเขาจริง ๆ เหรอ?!
ตอนแรกเสี่ยวเทาตามพ่อมาหาพี่ชายกับพี่สะใภ้อย่างอารมณ์ดี พอเรื่องกลับกลายเป็นแบบนี้ เขาก็ห่อเหี่ยวลงทันที
แต่เพื่อไม่ให้พี่ชายลำบากใจ เขายังคงพยายามทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เขารู้มาตั้งแต่เด็กว่าพี่ชายไม่ใช่ลูกแท้ ๆ แต่ถูกเก็บมาได้จากริมแม่น้ำ
ถึงอย่างนั้นพี่ชายก็ดีกับเขายิ่งกว่าพี่แท้ ๆ เสียอีก
ตอนเด็ก ๆ เด็กคนอื่นรังแกเขา พี่ชายก็ออกหน้าแทน
พอโตขึ้น พี่ชายยังส่งเสียให้เขาเรียนมหาวิทยาลัย แถมให้เงินเขาใช้บ่อย ๆ ซื้อเสื้อผ้าแบรนด์เนมใส่ ทั้งยังบอกว่า “อย่าใส่เสื้อผ้าตลาดนัดตอนเรียนเหมือนพี่ เดี๋ยวเพื่อนดูถูกเอา”
ไม่นานมานี้พี่ชายยังเอาเงินก้อนหนึ่งกลับบ้าน บอกว่าจะส่งเสียให้เขาเรียนปริญญาโทด้วย
พี่ชายก็เป็นแค่พนักงานกินเงินเดือนทั่วไป ถึงตอนนี้พี่สะใภ้จะกลายเป็นคุณหนูตระกูลร่ำรวย แต่เขาก็รู้ว่าการเป็นเขยบ้านคนรวยไม่ได้สุขสบายอย่างที่คิด
เงินที่พี่ชายใช้ไม่มีสักบาทที่มาจากบ้านเดิมของพี่สะใภ้ ล้วนเป็นเงินที่หาได้จากการทำงาน เขารับเงินนั้นไว้ไม่ได้
เขาจึงบอกให้พ่อเก็บเงินไว้ วันหน้าค่อยคืนให้พี่ชาย
เว่ยเหยียนรับกระปุกเต้าเจี้ยวจากมือเว่ยจวินแล้วบอกว่า
“พ่อ ก่อนมาทำไมไม่โทรบอกผมก่อนล่ะ ผมจะได้ต้อนรับพ่อกับน้องไง
ยืนตากแดดร้อนขนาดนี้ ไปเถอะ ผมพาไปนั่งพักที่เคเอฟซีข้าง ๆ สั่งเครื่องดื่มเย็น ๆ ดื่มกัน”
เมื่อเห็นพ่อกับน้องชายทำตัวระมัดระวังเช่นนี้ เขาก็ปวดใจเหลือเกิน
ตอนนั้นเอง
โทรศัพท์ของเว่ยเหยียนดังขึ้น เป็นสายจากเพื่อนร่วมงาน
“ผู้ช่วยเว่ย รีบกลับมาหน่อยครับ ครอบครัวคุณโจวมาที่บริษัทเพื่อเยี่ยมคุณเสิ่น คุณเสิ่นให้คุณรีบกลับมาต้อนรับครับ”
คุณโจวที่ว่าก็คือพ่อของโจวเฉียน ช่วงสองสามวันนี้ครอบครัวพวกเขาจัดนิทรรศการภาพวาดอยู่ในแกลเลอรีแถวนี้ จึงแวะมาที่ห้องทำงานของเสิ่นเวยอยู่เรื่อย ๆ
ทุกครั้งเสิ่นเวยก็ต้อนรับพวกเขาราวกับเป็นแขกคนสำคัญ
แถมยังให้เว่ยเหยียนออกหน้ารับรองทุกครั้ง น่าขำสิ้นดี
เว่ยเหยียนตอบอย่างไม่ไว้หน้าว่า
“ขอโทษนะ ฝากบอกคุณเสิ่นด้วยว่าผมกำลังดูแลพ่อกับน้องชายอยู่ข้างนอก ไม่มีเวลามาดูแลคนตระกูลโจว ให้เธอหาคนอื่นเถอะ”
ยังไงก็จะหย่ากันอยู่แล้ว จะเกรงใจไปทำไม?
พูดจบเขาก็ตัดสาย แล้วพาพ่อกับน้องชายไปนั่งที่เคเอฟซีข้าง ๆ
เขาสั่งเครื่องดื่มให้ทั้งคู่ แล้วนั่งคุยเป็นเพื่อนอยู่พักหนึ่ง
เว่ยจวินอดถามไม่ได้ว่า
“ลูกอยู่เป็นเพื่อนพวกเราแบบนี้ ลูกสะใภ้จะไม่โกรธหรือ? เมื่อกี้พ่อเห็นลูกคุยโทรศัพท์ เหมือนมีธุระสำคัญนะ
ไม่อย่างนั้นลูกไปทำงานเถอะ ไม่ต้องห่วงพวกเราแล้ว พ่อกับน้องนั่งพักอีกเดี๋ยวก็กลับ แม่ยังรอพวกเรากลับไปกินมื้อเที่ยงอยู่ที่บ้าน”
พวกเขานั่งรถเมล์มา เดี๋ยวก็จะนั่งรถเมล์กลับ
ไม่อยากรบกวนลูกชาย
เว่ยจวินโทษตัวเองที่ไร้ความสามารถ ช่วยอะไรลูกชายไม่ได้ ทั้งยังไม่อยากสร้างปัญหาให้ลูก
เว่ยเหยียนกอดกระปุกเต้าเจี้ยวไว้แล้วตอบว่า
“ได้ครับพ่อ น้องนั่งรอกันก่อนนะ ผมกลับไปทำงานก่อน อีกสองวันผมจะกลับไปเยี่ยมพ่อกับแม่อีก”
เขาขับรถกลับบ้านเกิดแทบทุกสัปดาห์ เอาเงินไปให้บ้างหรือช่วยทำงานบ้านเล็ก ๆ น้อย ๆ
ตลอดหลายปีมานี้ พ่อแม่บุญธรรมทุ่มเททุกอย่างเพื่อเขา แม้แต่น้องชายก็จริงใจกับเขามาก มีครอบครัวแบบนี้ เขารู้สึกพอใจและมีความสุขเหลือเกิน
รออีกสักพัก เมื่อได้กลับไปยอมรับกันกับตระกูลซีแล้ว เขาจะพาน้องชายเข้าไปทำงานในกลุ่มบริษัทซี
จากนั้นก็รับพ่อกับแม่ไปอยู่ด้วย จัดให้พักในคฤหาสน์หลังใหญ่ ให้พวกท่านใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสุขสบาย
นี่คือเงื่อนไขที่สามีภรรยาตระกูลซีตกลงกับเขาตอนมาหาและยอมรับเขาในตอนแรก นับเป็นการตอบแทนตระกูลเว่ยที่ช่วยเลี้ยงดูเว่ยเหยียนมาจนเติบใหญ่
เว่ยเหยียนกลับถึงบริษัท วางกระปุกเต้าเจี้ยวไว้บนโต๊ะทำงาน แล้วก็ไปทำงานต่อ
ตำแหน่งของเขาคือผู้ช่วยพิเศษของผู้จัดการทั่วไป งานจึงหนักมาก
ไม่เพียงต้องจัดตารางงานทั้งหมดของเสิ่นเวย แต่ยังต้องจัดเอกสารและข้อมูลสารพัด รวมถึงเตรียมเนื้อหาสำหรับการประชุมต่าง ๆ
แต่ละวันเขายุ่งจนแทบไม่มีเวลาหายใจ ทำงานล่วงเวลาจนดึกดื่นเป็นเรื่องปกติ
หลังจากเพิ่งไปตกลงประสานงานเรื่องงานเลี้ยงกับฝ่ายธุรกิจเสร็จ เว่ยเหยียนก็กลับมาที่ห้องทำงาน
เขาเห็นเต้าเจี้ยวถูกใครบางคนทำตกแตกอยู่บนพื้น ขวดแก้วแตกกระจายไปทั่ว ส่วนเต้าเจี้ยวก็หกเลอะเทอะเต็มไปหมด
โจวเฉียนตัวต้นเหตุทำสีหน้ารังเกียจแล้วพูดกับเขาว่า
“ของนี่เหม็นขนาดนี้ นายเอาเข้ามาในบริษัทได้ยังไง?”
