บรรยากาศมื้อค่ำเป็นไปอย่างกลมกลืน ขนบธรรมเนียมและวิถีชีวิตของเมืองไห่เฉิงแตกต่างจากเมืองหนานอย่างมาก ทว่าก็มีเสน่ห์เฉพาะตัว
ซูฟางอยู่ในวัยที่อยากรู้อยากเห็นที่สุด ระหว่างมื้ออาหารเขาจึงซักถามเจียงอี้ฟูถึงขนบธรรมเนียมของเมืองไห่เฉิงไม่หยุด เจียงอี้ฟูก็ตอบทุกคำถามอย่างใจเย็น ท่าทีสุขุมและรู้กาลเทศะเช่นนี้ทำให้ผู้อาวุโสซูชื่นชมมาก พออารมณ์ดีขึ้นมา ยังจิบสุราไปหลายจอก
เวินหร่วนเงียบ ๆ นั่งอยู่ข้างกันเป็นส่วนใหญ่ บางครั้งก็เงยหน้ามองน้าสาว ซูหรูอี้วางตัวเหมาะสม ยิ้มอย่างพอดิบพอดีอยู่เสมอ ทั้งสง่างามและอ่อนโยน เป็นกิริยามารยาทที่คนตระกูลใหญ่พึงมี
โทรศัพท์ในกระเป๋าสั่นขึ้นครั้งหนึ่ง เวินหร่วนก้มมองแวบเดียว เห็นว่าเป็นเวินซวี่
“วันนี้แขกคนสำคัญเป็นใครกัน ถึงไม่มีเวลาแม้แต่จะตอบข้อความฉัน?”
เวินหร่วนตอบข้อความไป อีกฝ่ายก็ตอบกลับมาแทบจะทันที
“คู่ดูตัวของน้าสาวเธอเหรอ? คนที่ไหน?”
“เมืองไห่เฉิง”
“ชื่ออะไร”
“แซ่เจียง”
แซ่เจียง... สำหรับเวินซวี่ ข้อมูลนี้ก็เพียงพอแล้ว เขาจ้องหน้าจออยู่หลายวินาที มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่อ่านความหมายไม่ออก
“คุยกับใครอยู่เหรอ?” ซูหรูอี้โน้มเข้ามาถามเสียงเบา
“พี่ชายค่ะ”
“เวินซวี่เหรอ?” ซูหรูอี้เผลอถามออกไป ทันใดนั้นสีหน้าก็ชะงักอย่างกระอักกระอ่วนอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะรีบกลบเกลื่อนด้วยรอยยิ้มบาง ๆ แล้วพูดเสียงอ่อนโยน “อย่ามัวแต่มองโทรศัพท์เลย กินปูผัดพริกหยวกสิ ของโปรดเธอเลยนะ”
เวินหร่วนคว่ำโทรศัพท์ลงแล้วหยิบตะเกียบขึ้นมา
สายตาของเจียงอี้ฟูจับจ้องซูหรูอี้อย่างเปิดเผยบ้าง แอบมองบ้าง ก่อนจะมาหยุดที่เวินหร่วน เขาสืบความสัมพันธ์ของทุกคนในตระกูลซูจนทั่วแล้วก่อนเดินทางมายังเมืองหนาน พี่สาวคนโตของซูหรูอี้ ซูชิง แต่งเข้าตระกูลเวินแห่งเมืองจิง และมีลูกสาวหนึ่งคน คือเวินหร่วน
ชั่วขณะที่สายตาของเขาหยุดอยู่บนใบหน้าเธอ เวินหร่วนก็เงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรง ๆ
