รัตติกาลดำมืดดุจน้ำหมึก สายฝนกระหน่ำราวฟ้ารั่ว
ในป่าท้อ กลีบดอกไม้ปลิดปลิวถูกเม็ดฝนเย็นเยียบซัดกระแทกพื้นโคลน หญิงสาวคุกเข่าอยู่บนพื้นเฉอะแฉะ ใช้สองมือเปล่าเปลือยขุดหลุม เลือดสีแดงฉานซึมออกจากปลายนิ้วไม่หยุดหย่อน
นางหยิบกะโหลกศีรษะที่ดำคล้ำด้วยรอยไหม้ออกจากอ้อมอก ประคองดินเปียกชุ่มที่คลุกเคล้าด้วยเลือด ค่อย ๆ กลบเกลื่อนซากกระดูก
“อาจารย์ ศิษย์มาช้าเกินไป… แต่ท่านวางใจเถิด คนตระกูลเจียงทั้งสิ้น ข้าจะไม่ละเว้นแม้แต่คนเดียว” น้ำเสียงของนางแผ่วเบาราวกับจะถูกฝนกลบเลือน
“หุบเขาชิงเวย เจ็ดสิบเจ็ดชีวิต ล้างแค้นนี้ไม่จบสิ้น! เจียงหังสมควรตาย และข้า ยิ่งสมควรตายยิ่งกว่า…”
เมื่อโรยดินก้อนสุดท้ายเสร็จ อวิ๋นเจาก็ค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน
เบื้องหลัง องครักษ์ชูร่มดำ ห้อมล้อมบุรุษผู้อยู่ตรงกลาง
บุรุษรูปงามดั่งหยกสวมชุดรัดกุมสีดำ ไม่อาจปิดบังความสูงศักดิ์รอบกาย
อวิ๋นเจาเดินผ่านเขาไปโดยปราศจากสีหน้า ในชั่วขณะนั้น นัยน์ตาเทวะเปิดออกโดยไร้สุ้มเสียง
ภายในขอบเขตการมองเห็น ร่างของบุรุษผู้นั้นกลับถูกไอสีดำทึบยิ่งกว่าสสารใด ๆ พันรัดแน่นหนา
สายตาพลันเหลือบไปเห็นหมูน้อยหยกขาวที่แขวนอยู่ตรงเอวของเขา อวิ๋นเจารูม่านตาหรี่ลงเล็กน้อย
เพียงชั่วครู่ นางเอ่ยว่า “เจ้าถูกคำสาปร้ายแรง ชะตาใกล้ดับแล้ว ยังอยากมีชีวิตอยู่หรือไม่”
เซียวฉี่แววตาเฉียบคมวาบขึ้น
ที่เขาต้องคำสาปประหลาดเป็นความลับสุดยอด หมอหลวงผู้ชำนาญก็จนปัญญา ทว่าหญิงสาวตรงหน้านี้ราวกับวิญญาณร้ายกลับมองออกเพียงแวบเดียว!
“เจ้าเป็นศิษย์หุบเขาชิงเวยหรือ” เขาหรี่ตาลง
ที่เขามายังหุบเขาชิงเวยครั้งนี้ ก็เพราะพระปิตุจฉาองค์หญิงใหญ่ทรงมอบหมาย ให้ตามหาซื่อจวิ้นเจียเล่อที่หายสาบสูญ
ได้ยินว่าในหุบเขาล้วนเป็นหมอรักษา ทว่ามีผู้วิเศษหนึ่งที่หยั่งรู้กลไกสวรรค์ ฝืนความเป็นตาย แม้รู้สึกไร้สาระ แต่เพื่อปลอบประโลมพระทัยที่ห่วงใยมาช้านานของพระปิตุจฉา เขาก็ยังมา
แต่หุบเขาชิงเวยในตำนานที่เต็มไปด้วยผู้มีความสามารถ กลับถูกผู้ใดใช้วิธีการอำมหิตเป็นที่สุด ลบล้างจนสิ้นซากในชั่วข้ามคืน!
องครักษ์ลับตามหาทั่วหุบเขา กลับพบเพียงเด็กสาวคนเดียวที่ฝังซากศพอย่างเดียวดายในป่าท้อโคลนตมแห่งนี้
ฝีเท้าของอวิ๋นเจา ถูกคำว่า “ศิษย์หุบเขาชิงเวย” ของเขาตรึงตราแนบสนิทกับพื้น
นางมีสิทธิ์อันใด ยังจะอวดอ้างนามของหุบเขาชิงเวยอีก
เป็นนาง เป็นนางเองที่นำสกุณหมาป่าเข้าบ้านด้วยสองมือ!
ทุกคนในสำนักล้วนถูกเผาผลาญเพราะนางเชื่อใจอย่างไร้สติ!
นางเป็นคนบาปโง่เขลาอย่างที่สุด สมควรตกนรกชั่วกัปชั่วกัลป์ ทนทุกข์ทรมาน!
ความทรงจำท่วมท้นราวคลื่นน้ำ…
ชาติก่อน
วันที่นางปักปิ่นประดับผม อาจารย์ทำนายให้นาง ผลทำนายแสดงว่านางมีชะตาหงส์
ท่านพี่ใหญ่ที่ปฏิบัติต่อนางดุจน้องสาวแท้ ๆ จึงยอมบอกความจริงที่ถูกปิดบังมานานปีแก่นางทั้งน้ำตาคลอเบ้า—
นางไม่ใช่เด็กกำพร้า หากเป็นบุตรสาวคนโตของกรมการพิธีการเจียงซื่ออันในเมืองหลวง พึ่งเกิดได้ไม่ถึงครึ่งเดือนก็ถูกบิดามารดาแท้ ๆ ทอดทิ้งยังป่าเถื่อน
อาจารย์และพี่น้องร่วมสำนักเกรงว่านางจะเสียใจ จึงปิดบังมาตลอด บัดนี้เห็นว่าชะตาของนางสูงศักดิ์ยิ่ง จึงรู้สึกว่าถึงเวลาแล้วที่นางควรรู้
ทุกคนในหุบเขาปฏิบัติต่อนางดียิ่งนัก แต่อวิ๋นเจาจะดึงดันกลับไปหาตระกูลเจียง ก็ไม่ใช่เพื่อเกาะเกี่ยว หากเพื่อหาคำตอบว่าทำไมนางถึงถูกทอดทิ้ง!
วันนั้นเอง นางก็ได้ช่วยชีวิตบุรุษผู้หนึ่งโดยบังเอิญ เขาอ้างว่าเป็นพี่ชายนามเจียงหังที่มาชิงโจวเพื่อตามหาญาติ
ในตอนนั้น ใบหน้าเขาเต็มไปด้วยความยินดี ดวงตาเป็นประกายคล้ายมีน้ำตาแสง
“สิบหกปีเต็ม! ท่านแม่ร่ำไห้ทั้งวันทั้งคืน ท่านพ่อตามหาทั่วใต้หล้า! ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะได้เป็นศิษย์เอกของหุบเขาชิงเวย! อาจาว นี่เป็นความประหลาดใจยิ่งใหญ่ที่เจ้ามอบให้พี่…”
นางในตอนนั้น จมอยู่ในความปิติยินดีที่ได้พบหน้าญาติพี่น้อง ไม่รู้สึกเลยว่าภายใต้แววตาลึกของเจียงหังแฝงไว้ด้วยความเย็นชาและการวางแผน
นางนำพี่ชายกลับมาที่หุบเขา บอกเล่าทุกสิ่งทุกอย่างให้พี่ชายฟัง บางทีสิ่งเดียวที่ควรดีใจก็คือ ตอนนั้นนางยังไม่ทันได้บอกพี่ชายว่า อาจารย์ทำนายว่านางมีชะตาหงส์!
คืนที่จัดงานเลี้ยงอวยพรส่งนาง ผงสลายพลังผสมกับอักขระเวทประหลาด ถูกโรยลงในสุราอย่างเงียบงัน
คืนนั้น หุบเขาชิงเวยก็ตกอยู่ในทะเลเพลิง
คนชุดดำสังหารเยี่ยงวิญญาณร้าย เห็นคนก็ฆ่า เจอบ้านก็เผา!
อาจารย์ที่นางเคารพดั่งบิดาแท้ ๆ เหล่าน้องชายน้องสาวที่ผูกพันกันดั่งพี่น้องร่วมสายเลือด… ทีละคน ๆ ล้มลงตรงหน้านาง เสียงร้องโหยหวนดังไม่ขาดสาย!
เจียงหังเดินผ่านเปลวไฟมา ใบหน้ายังอ่อนโยนเช่นเก่า
อวิ๋นเจารวบรวมกำลังทั้งที่ไร้แรง ยังกัดฟันรั้งเท้าชายชุดดำคนหนึ่งไว้ ร้องไห้ตะโกนว่า “พี่ชายรีบหนี”!
นางสูญเสียครอบครัวในหุบเขาไปแล้ว ไม่อาจสูญเสียญาติสายเลือดเพียงหนึ่งเดียวนี้อีก!
เขายังคงเรียกนางด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “อาจาว” ทว่ามีดสั้นเย็นเยียบในมือกลับทิ่มแทงเข้าอกนางโดยไม่ลังเล ควักเอาเลือดกลางใจนาง หยดลงบนแผ่นหยกที่แสดงชะตาหงส์นั่น
เจียงหังเพียงจ้องแผ่นหยกครู่หนึ่ง สีหน้าก็เปลี่ยนไป
“ซินเอ๋อร์จะแต่งงานกับองค์รัชทายาท” เขาเช็ดรอยเลือดบนมีดสั้น น้ำเสียงราบเรียบจนทำให้เข็ดขบ “ชะตาหงส์นี้ ไม่ควรอยู่กับเจ้า”
ในขณะนั้นเอง นางถึงได้รู้ว่า คนตระกูลเจียงทั้งสิ้นได้ยกธิดาบุญธรรมเจียงวั่วซินประหนึ่งไข่มุกล้ำค่ามานานแล้ว
พวกเขาให้เจียงหังออกมาตามหานาง ก็เพียงเพื่อแผ่นหยกที่รองรับชะตาหงส์ตรงหน้าอกนี้!
นางโกรธแค้นและเสียใจจนลึกถึงกระดูก เว้าวอนขอให้พี่ชายไว้ชีวิตคนบริสุทธิ์ในหุบเขา
“อาจาว หวงแหนให้ดี มีชีวิตอยู่ต่อไป” น้ำเสียงเจียงหังอ่อนโยน “เจ้าอยู่ได้อีกกี่วัน ญาติพี่น้องร่วมสำนักของเจ้าก็อยู่ได้อีกกี่วัน”
เจียงหังข่มขู่ด้วยชีวิตของคนทั้งหุบเขา ต้องการให้นางร่วมมือด้วยความสมัครใจ ถ่ายทอดชะตาหงส์ออกไปจนหมด
ไม่นานหลังจากนั้น เจียงวั่วซินก็ “ยอมพลีชีพ” ในลานล่าสัตว์หลวงเพื่อรับลูกธนูม้าตกใจแทนองค์รัชทายาท กิตติศัพท์ “ดาวนำโชค” แพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวง
อวิ๋นเจาในห้องลับ หน้าอกปรากฏแผลเป็นรูเลือดอย่างประหลาด เจ็บปวดสุดจะทนจนลึกลงไปถึงกระดูก
หลังจากนั้น รอยแส้ ตราประทับ แผลมีด… แผลเป็นเก่ายังไม่หาย ก็เพิ่มแผลใหม่
ทุก ๆ คราที่ “โชควาสนา” เกิดขึ้นกับเจียงวั่วซิน ล้วนสะท้อนกลับมายังร่างของนางด้วยวิธีที่ทารุณที่สุด
เมื่อเจียงวั่วซินสนิทสนมกับองค์รัชทายาทมากขึ้นทุกวัน ๆ ร่างกายของนางก็เหี่ยวเฉาลงทุกวัน ๆ
แต่เพื่อพี่น้องร่วมสำนักในหุบเขา เพื่อไถ่บาป อวิ๋นเจากลับเต็มใจแบกรับ!
จนกระทั่งคืนก่อนงานแต่งงานของเจียงวั่วซินกับองค์รัชทายาท พวกเขาลากนางเข้ามาในห้องน้ำแข็งราวกับเศษผ้าขี้ริ้ว
นางถูกล่ามโซ่ตรวนบนเตียงน้ำแข็งทั้งที่เปลือยเปล่า ร่างกายสูบเอาเลือดจนหมดสิ้น เจ็บปวดจนเกร็งกระตุกทั้งตัว
แต่พี่ชายบอกว่า เพียงรอให้พิธีแต่งงานสำเร็จ ก็จะให้นางและทุกคนในหุบเขาได้พบหน้ากัน
อวิ๋นเอาพยายามยันร่างไว้ ถึงกับพยายามเบียดตัวแนบชิดเตียงน้ำแข็ง กระทั่งฟ้าสางรำไร…
ประตูห้องลับเปิดออก นางเห็นบุรุษเอนกายอย่างเกียจคร้านบนเตียงอุ่นขนเสี่ยวหิมะในแสงเงา
เจียงวั่วซินสวมชุดแต่งงานสีแดงสด ประดับด้วยมุกดาและอัญมณี ใบหน้าเปล่งปลั่ง กำลังยิ้มมองนาง
นางขดตัวอยู่ในมุมหนึ่ง หายใจแผ่วเบาราวกับเส้นไหม “ข้าจะ… ได้พบกับพวกพี่น้องร่วมสำนัก… เมื่อไร”
เจียงวั่วซินได้ฟัง กลับหัวเราะเบา ๆ เสียงหัวเราะนั้นก้องอยู่ในห้องหินว่างเปล่า ฟังดูน่ากลัวเป็นพิเศษ “เจ้าถามถึงคนไหนหรือ
คือท่านพี่รองที่ถูกฟันเป็นกองเนื้อหรือ คือท่านพี่สามที่ถูกสูบเลือดจนแห้ง หรือคือ… ท่านพี่ใหญ่ที่ถูกสุนัขป่ากัดกินจนไม่เหลือกระดูกชิ้นดี”
สมองของอวิ๋นเจาราวกับระเบิด “ตึง” โลกทั้งใบตรงหน้านางพังทลายครืนลง!
พี่ชายบอกว่า… ตราบใดที่นางสมัครใจ…
เจียงวั่วซินก้มลง เอานิ้วมือเชยคางที่ซูบตอบของนางขึ้น
“คนหุบเขาชิงเวยของพวกเจ้า กระดูกแข็งพอ ๆ กันหมด! ต้องขอบใจนางนัก ที่คิดข้ออ้างนี้ได้ มิฉะนั้น เจ้าจะเต็มใจแบกรับมาจนถึงตอนนี้ได้อย่างไร”
อวิ๋นเจาเกลียดชังจนอยากพุ่งเข้าไปกัดตายพร้อมกัน แต่กลับถูกถีบกระเด็นออกไป
เจียงวั่วซินเล่นกับมุกสว่างบนชุดแต่งงาน น้ำเสียงดูแคลนราวกับหยอกล้อกับมดปลวก
“จะโทษก็โทษที่เจ้าเกิดมาต่ำต้อย แต่ดันได้ครองชะตาหงส์นี้ เลือดของเจ้า เกิดมาก็ควรปูทางสู่อนาคตอันงดงามนี้ให้ข้า”
นางราวกับเศษผ้าขี้ริ้ว ถูกโยนทิ้งลงในความมืด รอคอยความตาย
ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าไร ประตูห้องลับเปิดออกอีกครั้ง เงาร่างหนึ่งก้าวเร็ว ๆ เข้ามาใกล้ คลุมเสื้อคลุมที่ยังมีไออุ่นจากร่างลงบนร่างที่แตกสลายของนาง
“รีบไปเชิญท่านอาจารย์เหวินคงมา!” น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำแหบพร่า เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและรีบร้อนที่นางไม่เคยได้ยินมาก่อน
นางพยายามสุดกำลังจะมองให้ชัดว่าเป็นใคร แต่สายตาพร่าเลือน ได้เห็นเพียงหมูน้อยหยกขาวแวววาวที่แขวนอยู่ตรงเอวของเขาลาง ๆ
……
เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง อวิ๋นเจาก็เกิดใหม่ กลับมายังหลังจากวันล้างตระกูล
นางตื่นวิชานัยน์ตาเทวะที่ไม่เคยมีในชาติก่อน และ “คัมภีร์คำสาปทั้งปวง” ที่ฟื้นคืนในสมองก็ทำให้นางรู้แจ้งในอาคมต้องห้ามทั้งอดีตและปัจจุบัน
นางเกลียดชังสวรรค์ เมื่อให้นางเกิดใหม่ เหตุใดไม่ให้เร็วกว่านี้หน่อย กลับไปในยามที่นางยังชดเชยอดีตได้!
“หุบเขาชิงเวย ไม่มีใครเหลือแล้ว” น้ำเสียงอวิ๋นเจาแหบแห้ง แววตาละเลียดอยู่บนหมูน้อยหยกขาวตรงเอวของเซียวฉี่ บนนั้นพันรอบด้วยไอวิญญาณที่จางยิ่งนัก
นึกถึงก่อนตายในชาติก่อน เขาให้เสื้อคลุมตัวนอกและไออุ่นสุดท้าย ในใจของอวิ๋นจาก็ตัดสินใจขึ้นมาทันใด
“ชีวิตของเจ้า ข้าช่วยได้” นางมองเซียวฉี่นิ่ง “เจ้าของแผ่นหยก ข้าก็ตามหาได้ ราคาของมันคือ—
ส่งข้ากลับเมืองหลวง”
สายตาของเซียวฉี่ ตกลงบนหลุมศพเดียวดายที่ไม่ค่อยเด่นชัดนักเบื้องหลังนาง เขาเลิกคิ้วขึ้น “เจ้าอยากฆ่าใคร”
“เจียงซื่ออัน กรมการพิธีการแห่งราชสำนัก เป็นบิดาแท้ ๆ ของข้า ข้าจะกลับไปทวงฐานะบุตรสาว
ต่อหน้าความขบขันที่แวบผ่านแววตาเซียวฉี่ นางพูดทีละคำ ๆ ไม่ปิดบังเจตนาฆ่า
“หลังจากนั้น ข้าจะดูด้วยตาตัวเอง ให้คนตระกูลเจียงทั้งสิ้น ทีละคน ๆ ตายในมือข้า!”
“น่าสนใจ” เซียวฉี่หัวเราะเบา ๆ “สิบวันให้หลัง งานเลี้ยงวันวสันต์จวนองค์หญิงใหญ่ อนุญาตให้เจ้าติดตามไปด้วย”
เขาโน้มตัวเข้ามาใกล้ ลมหายใจเย็นเยียบ “จำไว้ หากพลาดพลั้ง เมืองหลวงก็เป็นหลุมศพของเจ้า ถึงตอนนั้น เปิ่นหวังจะไม่ช่วยเก็บศพให้เจ้าหรอก”
“มากพอแล้ว” อวิ๋นเจาค่อย ๆ ยกมุมปากขึ้น
เจียงหัง ตระกูลเจียง… รอให้ดีเถอะ!
ครั้งนี้ ข้าจะเอาชีวิตของพวกเจ้า มาสังเวยวิญญาณเจ็ดสิบเจ็ดดวงแห่งหุบเขาชิงเวยของข้า!