“ผมจะเข้าไปสังเกตการณ์ในพื้นที่จริงในฐานะแขกทั่วไปเท่านั้น”
น้ำเสียงของหลี่เม่สงบนิ่ง แต่หนักแน่นจนไม่เปิดช่องให้ปฏิเสธ
“ผมรับปากว่าจะพกอุปกรณ์สื่อสารผ่านดาวเทียมที่จำเป็นไปด้วย และจะไม่เข้าไปยุ่งกับขั้นตอนการทำคดีของตำรวจเด็ดขาด ดูอย่างเดียว ไม่พูด”
จ้าวไห่ถอนหายใจหนัก ๆ จากปลายสาย
เขารู้ดีว่าคงเกลี้ยกล่อมชายประหลาดคนนี้ไม่ได้ คนที่กล้าก่อเรื่องใหญ่โตเพียงเพื่อเงินรางวัลนำจับ
“พรุ่งนี้เช้า ผมจะให้คนเอาโทรศัพท์ดาวเทียมกับเครื่องระบุตำแหน่งขนาดเล็กไปส่งให้” จ้าวไห่ยอมอ่อนข้อ “จำที่นายพูดไว้ให้ดี ดูอย่างเดียว ห้ามบุ่มบ่าม!”
สายถูกตัดไป
หลี่เม่เปิดสำนวนคดีบนโต๊ะขึ้นมาอีกครั้ง แล้วหยิบภาพถ่ายด้านนอกของโรงเตี๊ยมสิงฝูออกมา
ใต้ท้องฟ้าหม่นมัว อาคารเก่าสูงสี่ชั้นตั้งโดดเดี่ยวอยู่สุดทางคดเคี้ยวขึ้นเขา
รอบด้านมีแต่ป่าทึบสีดำมืด ราวกับสัตว์ร้ายที่ซุ่มหมอบอยู่ในหุบเขาลึก
อักษรสีแดงสี่ตัวบนป้ายหน้าโรงเตี๊ยมสิงฝูดูหม่นคล้ำเป็นพิเศษใต้แสงครึ้ม ราวกับมีคราบเลือดแห้งซึมออกมา
เขาจ้องภาพถ่ายอยู่ครู่หนึ่ง
เงาคนสวมชุดแดงหน้าเขียวที่เล่าลือกันในภูเขาร้าง กับเรื่องประหลาดชวนขนหัวลุกเหล่านั้น ดูราวกับมาขวางทางขึ้นเขาไว้ก่อนแล้ว
แต่สิ่งที่ทำให้แผ่นหลังของเขาเย็นวาบจริง ๆ คือรายละเอียดจุดหนึ่งในภาพ
ในภาพถ่ายมุมกว้างของโรงเตี๊ยมที่ขยายจนเห็นชัด ห้องซ้ายสุดบนชั้นสี่ดูผิดปกติ
บนหน้าต่างที่ควรปิดสนิท ม่านทึบสีเข้มผืนหนาถูกใครบางคนจากด้านในแง้มขึ้นเล็กน้อย ตรงมุมหนึ่งเผยอออกมาเพียงนิดเดียว
