นักพรตเต๋าฝังเข็มให้สวี่เฉิงเสร็จแล้ว ก็ถือร่มเดินไปทางด้านหลังวิหารใหญ่
ชายหนุ่มในชุดเสื้อฟางเดินสวนมา ครั้นเข้ามาใกล้ก็ลดเสียงกล่าวว่า “นายท่าน สืบเรื่องราวจนกระจ่างแล้ว ข้าน้อยย้ายคนผู้นั้นไปไว้ตีนเขาแล้วขอรับ”
นักพรตเต๋าขานรับ ก่อนเดินหน้าต่อ
เมื่อเห็นว่าโดยรอบไร้ผู้คน ชายหนุ่มก็ถามขึ้นอีกว่า “นายท่าน เมื่อครู่ท่านช่วยฮูหยินโหวจิ่งหนิงให้พ้นจากสถานการณ์ลำบากหรือขอรับ?”
ฝีเท้านักพรตเต๋ามิได้หยุดลง น้ำเสียงเรียบเฉย “ข้าเพียงไม่อยากเห็นเด็กคนหนึ่งต้องตายเท่านั้น”
ชายหนุ่มขานรับ ก่อนกล่าวอีกว่า “ไม่รู้ว่าเหตุใดเด็กในครรภ์ของฮูหยินโหวจึงจากไป ทั้งอายุครรภ์ก็หกเดือนแล้ว มิใช่ว่าพอครบหกเดือนก็มั่นคงแล้วหรือขอรับ?”
มือที่กุมนด้ามร่มของนักพรตเต๋ากระชับแน่นขึ้น ข้อนิ้วขาวซีด
ยามผ่านวิหารใหญ่ เขาได้ยินเพียงเซี่ยอวี้อันกับสวี่อินกำลังบีบบังคับให้นางลงมือช่วยคน ทว่านางดูคล้ายไม่ยินยอม เขาเองก็ไม่รู้ว่าคิดอย่างไร จึงเดินเข้าไป
ชายหนุ่มกล่าวว่า “เช่นนั้นให้ข้าน้อยไปสืบดูหรือไม่ขอรับ?”
นักพรตเต๋าถลึงตามองเขา “เจ้าว่างมากหรือ?”
ชายหนุ่มจึงได้แต่กล่าวว่า “ไม่ว่างขอรับ ไม่ว่าง งานยังมีอีกมากมาย...”
นักพรตเต๋าเดินฝ่าสายฝนต่อไป พลางคิดว่า หลินอวี้เจินเรียนวิชาแพทย์มาตั้งแต่เยาว์วัย ย่อมรู้จักทะนุถนอมร่างกาย เด็กจากไป เกรงว่าคงเป็นเพราะร่างกายนางไม่แข็งแรง เรื่องในเรือนของผู้อื่นเกี่ยวข้องอันใดกับเขา
สายฝนโปรยถี่ ท้องฟ้าหม่นครึ้ม
รถม้าคันหนึ่งโคลงเคลงไปตามทางเขาอันลื่นแฉะ ฟางเฉ่าทนไม่ไหว จึงแง้มม่านขึ้นเล็กน้อยมองดู ก่อนรีบวางลงแล้วหันไปเกลี้ยกล่อม “ฮูหยิน ฝนยังตกอยู่ พวกเรารอให้ฝนหยุดที่ศาลาพักด้านหน้าก่อนแล้วค่อยไปดีหรือไม่เจ้าคะ?”
หลินอวี้เจินพิงผนังเกี้ยว เอ่ยเสียงขรึม “ฝนซาลงแล้ว ลงเขาแต่เนิ่น ๆ เถิด บั้นเอวของเจ้าถูกกระแทกไม่น้อย จะชักช้าไม่ได้”
ฟางเฉ่าชะงัก ขอบตาพลันแดงก่ำ นายหญิงเป็นเช่นนี้เสมอ ภายนอกดูเย็นชา ทว่าจิตใจอ่อนโยนยิ่งกว่าผู้ใด
นางรีแบมือ เผยให้เห็นกระปุกกระเบื้องเคลือบสีขาวใบเล็ก
“ฮูหยิน เมื่อครู่ตอนท่านไปเติมน้ำมันตะเกียง เด็กนักพรตน้อยแอบยัดให้บ่าว บอกว่านักพรตผู้นั้นสั่งไว้ ใช้รักษารอยฟกช้ำโดยเฉพาะเจ้าค่ะ”
คิ้วหลินอวี้เจินขยับเล็กน้อย นางรับกระปุกกระเบื้องมา เปิดฝาดมดู
กลิ่นยาขมเย็นสดชื่นผสานกับกลิ่นพิมเสนลอยแตะปลายจมูก แววประหลาดใจวาบผ่านดวงตา
ยาขนานนี้ปรุงอย่างพิถีพิถันยิ่ง เป็นยาดีสำหรับกระตุ้นเลือดลมและสลายเลือดคั่ง
“เป็นของดีทีเดียว” นางกล่าวเสียงเบา “หันหลังมา เลิกเสื้อขึ้น ข้าจะนวดให้เจ้าเดี๋ยวนี้”
ฟางเฉ่าทำตาม หันหลังแล้วเลิกชายเสื้อด้านหลังขึ้น เผยให้เห็นรอยเขียวช้ำขนาดใหญ่บริเวณเอวซึ่งดูน่าหวาดหวั่น
หลินอวี้เจินใช้ปลายนิ้วแตะยาสีเขียวหยกออกมาเล็กน้อย แล้วค่อย ๆ วนทาลงบนบาดแผล
แม้นางจะผ่อนแรงลงอย่างเบามือที่สุดแล้ว ฟางเฉ่ายังคงสูดปากด้วยความเจ็บปวด เหงื่อเย็นผุดขึ้นที่ขมับในชั่วพริบตา
“เจ็บมากกระมัง อดทนหน่อย” หลินอวี้เจินกล่าวเสียงต่ำ มือยิ่งผ่อนแรงลงอีก
ฟางเฉ่าเจ็บจนเสียงสั่น แต่ยังฝืนยิ้มออกมา “ก่อนหน้านี้บ่าวยังคิดว่านักพรตผู้นั้นชอบยุ่งเรื่องผู้อื่น บัดนี้ดูแล้วกลับมีจิตใจเมตตาดุจพระโพธิสัตว์...ว่าแต่ บ่าวรู้สึกว่านักพรตผู้นั้นดูคุ้นตาอยู่บ้าง”
หลินอวี้เจินมิได้ตอบ
ครานั้นเมื่อนางเห็นคนมาช่วยสวี่เฉิง ก็หันไปเติมน้ำมันตะเกียงทันที มิได้ใส่ใจรูปร่างหน้าตาของคนผู้นั้น
หลินอวี้เจินหยุดมือ ปิดฝากระปุกกระเบื้องแล้วส่งคืนให้ฟางเฉ่า “เก็บไว้ให้ดี ของสิ่งนี้มีประโยชน์ ต่อไปยังใช้ได้อีก”
ฟางเฉ่ารับมาเก็บไว้ในอกอย่างระมัดระวัง แล้วขานรับ
ภายในรถม้ากลับมาเงียบสงัดอีกครั้ง เหลือเพียงเสียงฝนซู่ซ่าจากภายนอก
หลินอวี้เจินเอนกายพิงรถม้า ทว่าสายตาค่อย ๆ ว่างเปล่า ความคิดล่องลอยไปโดยไม่อาจควบคุม
ปีนั้นนางอายุห้าขวบ มารดาจุดไฟเผาตัวเองจนสิ้นใจ
นางจำใบหน้าอันบิดเบี้ยวของบิดาในช่วงเวลาก่อนมารดาจะตายได้ จำเสียงเครื่องกระเบื้องแตกกระจายยามพวกเขาทะเลาะกันครั้งแล้วครั้งเล่าได้
หลังมารดาตาย นางไม่ยอมเรียกเขาว่าท่านพ่อ ทั้งกัดทั้งข่วนเขา สุดท้ายถูกส่งไปขังไว้ที่คฤหาสน์ชนบทนอกเมืองหลวง คราวเดียวก็สิบปี
เมื่ออายุสิบห้าปี นางเข้าพิธีปักปิ่นและกลับเมืองหลวง บิดามีภรรยาใหม่กับบุตรเล็กแล้ว ในบ้านหลังนั้นจึงไม่มีที่สำหรับนางอีกต่อไป
นางกับพวกเขาอยู่ร่วมกันไม่ราบรื่นนัก เกิดความขัดแย้งขึ้นหลายครั้ง
ภายนอกจึงเริ่มมีข่าวลือว่านางมีนิสัยวิปริตและเสียสติไม่ต่างจากมารดา
เมื่อถึงวัยออกเรือน มีตระกูลมาสู่ขออยู่หลายแห่ง ทว่าไม่มีผู้ใดตั้งใจมาสู่ขออย่างจริงใจ ล้วนได้ยินว่านางงดงามล่มเมือง จึงหมายปองเพียงรูปโฉม เป็นพวกเจ้าสำราญเหลวไหล
หลินอวี้เจินมีจิตใจหยิ่งทะนง ยอมอยู่อย่างโดดเดี่ยวไปจนแก่เฒ่า ดีกว่ายอมมอบตัวให้คนสามัญแล้วปล่อยชีวิตให้สูญเปล่า จึงยื้อเวลามาจนอายุสิบแปดปี
ปีนั้น อ๋องฉีประชวรหนัก ข่าวลือแพร่สะพัดว่าเขาคงมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน ราชวงศ์จึงต้องการคุณหนูตระกูลสูงศักดิ์ที่มีดวงชะตาสอดคล้องกันมาเสริมมงคล
สวี่อินสืบข่าวมาได้ บอกว่าแม่เลี้ยงของนางส่งชื่อของนางเข้าไปแล้ว
