“ตึง!”
ติงซานล้มคว่ำลงกับพื้นทั้งตัว ไถลไปข้างหน้าถึง 2 เมตร
ชั้นกระดูกแข็งที่ปกคลุมแขนทั้งสองข้างเสียดสีกับแผ่นเหล็กจนเกิดเสียงแหลมบาดหู เขาพยายามจิกขอบเวทีไว้ได้อย่างหวุดหวิด
เขาพยายามจะลุกขึ้นอีกครั้ง แต่เข่ากลับอ่อนยวบ ไม่สำเร็จ
ลองอีกหน แขนสั่นพั่บ ๆ ราวกับตะแกรงร่อน ทว่าก็ยังยันตัวไม่ไหว
ใต้เวทีเงียบสนิท
ติงซานฟุบอยู่บนเวที หอบหายใจหนัก ๆ ใบหน้าแดงก่ำ แต่ก็ไม่กล้าเงยหน้ามองคนบนเวทีแม้แต่ครั้งเดียว
สุดท้ายเขาทำได้เพียงก้มหน้าก้มตา พลิกตัวลงจากขอบเวที แล้วมุดหายเข้าไปในฝูงชน
“แค่ศอกเดียว... ศอกเดียวเท่านั้น...” ใครบางคนพึมพำ
บนเวทีเหลือเพียงสู่อวี้ที่ยืนตระหง่านอยู่คนเดียว
เขายืนกลางเวที หายใจสม่ำเสมอ หมุนข้อมือสองสามครั้ง เสียงกระดูกและข้อต่อดังเป๊าะเบา ๆ ต่อเนื่องกัน
ภายในโรงงานเงียบไปสองสามวินาที ก่อนเสียงสูดหายใจเฮือกอย่างกลั้นไม่อยู่จะดังขึ้นระลอกหนึ่ง
โจวเยี่ยนเหิงมองอยู่ข้างล่างด้วยดวงตาเป็นประกาย ใบหน้ามีรอยยิ้มผุดขึ้น เขากำลังจะก้าวเข้าไปพูดปิดท้ายให้สวยงาม
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักอึ้งก็ดังมาจากท้ายฝูงชนเป็นระลอก
เสียงนั้นกลบเสียงหึ่งของเครื่องทำความร้อนอุตสาหกรรมภายในโรงงานไปชั่วขณะ
นักวิวัฒนาการกว่า 200 คนที่มุงดูอยู่ต่างถอยกรูดไปคนละฝั่งราวกับพบศัตรูตามธรรมชาติ เปิดทางกว้าง 3 เมตรไว้ตรงกลาง
ชายคนหนึ่งสูงเกิน 2 เมตรเดินเข้ามา
ท่อนบนของเขาเปลือยเปล่า กล้ามเนื้อทั่วลำตัวเรียงตัวเป็นมัดบิดเกลียวประหลาด แต่ละมัดดูราวกับถูกลวดเหล็กรัดแน่น ก่อนจะพองออกมา
สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือแขนทั้งสองข้าง ตั้งแต่หัวไหล่ถึงข้อมือปกคลุมด้วยผิวหยาบสีน้ำตาลเข้ม หนาจนน่าตกใจ แผ่ประกายมืดมัวราง ๆ
