“นั่นมันเมื่อ 8 วันก่อน”
เธอเอ่ยทีละคำ พลางพยายามสอดมือที่ชาแข็งจากความหนาวเข้าไปในแขนเสื้อให้ลึกกว่าเดิม
“ตอนนั้นบ้านฉันมีฐานะดีจริง ๆ พ่อเป็นผู้จัดส่งสินค้าให้ห้างสรรพสินค้า ในคลังยังตุนของไว้พอกินได้ครึ่งปี”
“แต่พวกคุณไม่รู้หรอกว่าช่วงหลายวันที่ผ่านมา มีผู้ลี้ภัยหลั่งไหลเข้ามาในเมืองซิงเฉิงมากแค่ไหน ชานเมืองถูกทิ้งหมดแล้ว ทุกคนเบียดกันเข้าเมืองชั้นใน เสบียงก็ร่อยหรอลงทุกวัน”
“แต่ที่ทุกอย่างเปลี่ยนไปจริง ๆ คือวันที่ 6 ของวันสิ้นโลก”
เธอหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนลดเสียงลง
“ก่อนหน้านั้น เมืองซิงเฉิงอยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพทั้งหมด เป็นปึกแผ่นเหมือนกำแพงเหล็ก กองทัพออกคำสั่ง คนข้างล่างก็ทำตาม ระเบียบยังพอเป็นปกติ”
“หลังจากนั้นไม่รู้เกิดอะไรขึ้น จู่ ๆ ฝ่ายทหารก็ยกอำนาจดูแลงานพลเรือนและจัดสรรเสบียงในเมืองชั้นในให้คนอื่น”
“พวกคนจากที่ว่าการมณฑลที่หายหน้าไปก่อนหน้านี้กลับโผล่มาอีกครั้ง แล้วเข้าควบคุมการบริหารเมืองซิงเฉิงในแต่ละวัน”
พอพูดถึงตรงนี้ เธอก็ดึงเสื้อกันหนาวตัวโคร่งบนกายอย่างเย้ยหยัน
“คืนที่ทุกอย่างเปลี่ยนไป มีคนถือปืนมาพังประตูบ้านฉัน อ้างว่าจะรวบรวมเสบียงไปจัดสรรใหม่แล้วขนของออกไป พ่อเข้าไปห้าม เลยโดนฟันที่แขนไปหนึ่งแผล”
“ของในบ้านถูกขนไปจนเกลี้ยง”
หลี่อีอียกมือชี้ไปรอบห้องว่างเปล่า
“เหลือแค่บ้านเปล่า ๆ หลังนี้ เพราะยังเป็นชื่อพ่อ พวกนั้นเลยแย่งไปซึ่ง ๆ หน้าไม่ได้”
“ตำรวจพวกนั้นไม่ทำอะไรเลยหรือไง?!”
สู่หางลุกพรวดขึ้น เก้าอี้ครูดไปกับพื้นเย็นเฉียบจนเกิดเสียงแสบแก้วหู
