ภายในห้องเงียบกริบ ราวกับเข็มตกก็ยังได้ยิน
ปากของสู่หางค่อย ๆ อ้าค้าง
“สิ่งที่ผมต้องการ” น้ำเสียงของสู่อวี้ทุ้มต่ำ
“คือเปลี่ยนจากฝ่ายตั้งรับให้เป็นฝ่ายคุมเกม แทนที่จะไปหาเขาถึงที่ ทำไมไม่แสดงฝีมือให้พันธมิตรการค้าที่กำลังกระหายทรัพยากรและมีข้อจำกัดน้อยที่สุดเห็นก่อนล่ะ แล้วปล่อยให้พวกเขาหอบข้อเสนอมาอ้อนวอนขอร่วมมือกับเราเอง”
เขาเชิดคางขึ้นเล็กน้อย กวาดตามองทุกคนรอบห้อง
“ดูสิ” เขาแบมือออก “วันนี้คนของตระกูลโจวก็มาแล้วไม่ใช่หรือ”
เจียงมู่มู่มองใบหน้าด้านข้างอันแน่วแน่ของสู่อวี้ แววตาเป็นประกายระยิบระยับ
สู่หางยืนนิ่งค้างอยู่กับที่ ครู่ใหญ่กว่าจะเค้นเสียงออกมาได้ “พี่ นี่พี่… มองก้าวเดียวแต่คิดเผื่อไปถึงสามก้าวเลยนะ”
“คิดเผื่อแค่สามก้าวยังไม่พอ” สู่อวี้ลุกขึ้น รูดซิปเสื้อขนเป็ดให้เรียบร้อย
“เมื่ออยู่บนกระดานหมากแห่งวันสิ้นโลก หากมองไม่เห็นความเป็นความตายที่อยู่ห่างออกไปสิบก้าว สักวันก็ต้องกลายเป็นเบี้ยให้คนอื่นเขี่ยทิ้ง”
ตอนนี้สู่อวี้พูดราวกับทุกอย่างอยู่ในกำมืออย่างสบาย ๆ
แต่ที่พูดไปก็เพียงเพื่อให้ทุกคนคลายกังวล
แท้จริงแล้ว ในใจเขากลับถูกกดทับด้วยความเร่งด่วนอย่างหนัก
เพราะคลื่นความหนาวเย็นที่ไม่เคยปรากฏในความทรงจำของเขา รวมถึงสถานการณ์แตกแยกภายในเมืองซิงเฉิงที่ซับซ้อนจนน่าหวาดระแวง ทำให้เขารู้สึกถึงวิกฤตอย่างรุนแรง
ยิ่งไปกว่านั้น เศษเสี้ยวความทรงจำในภาพกว้างที่เขาได้รับมายังบอกว่า เมืองซิงเฉิงซึ่งดูแข็งแกร่งดุจป้อมปราการแห่งนี้ อาจยืนหยัดได้ไม่ถึงหนึ่งเดือนด้วยซ้ำ!
