ทุกคนฝ่าลมเดินไปสิบห้านาที พอเลี้ยวพ้นหัวมุมก็พบว่าทางซ้ายมือเป็นพื้นที่ที่ถูกปิดตายด้วยแผงเหล็กชั่วคราว
เสียงเครื่องจักรหนักคำรามดังมาจากด้านใน ปั้นจั่นสูงตระหง่านค่อย ๆ หมุนอยู่ใต้ท้องฟ้าหม่นเทา ไม่มีแม้แต่ช่องให้ลอดผ่าน
“แม่งเอ๊ย! นี่มันกำลังสร้างกำแพงแนวป้องกัน ไปแม่น้ำเซียงเจียงบ้าบออะไร!” สู่หางโมโหจนกระทืบเท้า หันกลับไปมองทันที “ไอ้เวรนั่นเอาบัตรปันส่วนอาหารมาแลกกับการชี้ทางตันหรือไง? ฉันจะกลับไปคิดบัญชีกับมัน!”
“หยุด” สู่อวี้คว้าคอเสื้อด้านหลังของเขาไว้ พลางพูดเสียงเย็น “มันหายหัวไปนานแล้ว ในเขตเมืองชั้นใน พวกเหลี่ยมจัดที่หลอกเอาเสบียงด้วยคำพูดเหลวไหลมีถมไป ถือว่าเสียค่าเรียนแล้วกัน”
ลมพัดผ่าน ถุงพลาสติกขาด ๆ หลายใบกลิ้งผ่านปลายเท้า
“พอเถอะ เก็บแรงไว้หน่อย” สู่อวี้ทอดสายตาข้ามถนนสายยาวไปหยุดอยู่ที่ชายชราคนหนึ่งซึ่งกำลังนั่งยอง ๆ ผิงไฟข้างเตาอั้งโล่ฝั่งตรงข้าม
ในเตาอั้งโล่เผาเศษไม้จากเฟอร์นิเจอร์ที่ไม่รู้ไปรื้อจากไหน ควันดำลอยโขมง
“คุณลุง ขอถามทางหน่อยครับ”
สู่อวี้ย่อตัวลง ใช้ร่างกายครึ่งหนึ่งบังลมให้ชายชรา ก่อนหยิบบัตรปันส่วนอาหารใบหนึ่งส่งให้ “จะไปชุมชนเฟิงซู่ริมแม่น้ำเซียงเจียง ต้องไปทางไหนครับ?”
ชายชราหดคอขึ้นอย่างระแวดระวัง เงยหน้ากวาดตามองทั้งเจ็ดคน สายตาหยุดอยู่บนเสื้อผ้าสะอาดเรียบร้อยกับสีหน้าที่ดูมีเลือดฝาดกว่าคนทั่วไปนานหลายวินาที
พอเห็นบัตรปันส่วนอาหาร ลูกกระเดือกของเขาก็ขยับแรง รีบยื่นมือรับไปยัดไว้ในอกเสื้อชั้นในสุด
“ชุมชนเฟิงซู่น่ะไกลเอาเรื่อง ต้องมุ่งตะวันออก ข้ามเมืองไปเกือบครึ่งเมือง”
