ด้านหน้าขบวนรถ ภายในรถบัญชาการสื่อสาร
หานเจิงยืนอยู่หน้าแผงสื่อสาร แสงสีขาวซีดจากไฟฉุกเฉินส่องรอยแผลเป็นเก่าบนใบหน้าให้ดูบิดเบี้ยวน่าสะพรึง
กำปั้นที่กำแน่น เส้นเลือดบนหลังมือปูดโปน
บนแผนที่ยุทธวิธีตรงหน้า มีเครื่องหมายแม่เหล็กสีแดงเจ็ดจุด แทนจุดสังเกตการณ์ทั้งเจ็ดที่วางกำลังอยู่ในขบวนพลเรือน
ข้างเครื่องหมายหมายเลขสาม ห้า และเจ็ด พลสื่อสารกำลังใช้ปากกาแดงขีดกากบาทอย่างรวดเร็ว หมายถึง “กำลังปะทะ”
“กระสุนของจุดสังเกตการณ์หมายเลขเจ็ดคงอยู่ได้อีกไม่เกินห้านาที หมายเลขห้าดีกว่านิดหน่อยครับ”
เสียงพลสื่อสารตึงเครียด เหงื่อเม็ดเล็กผุดเต็มหน้าผาก “ตอนนี้จุดสังเกตการณ์หมายเลขสามรับแรงกดดันน้อยที่สุด มีแค่การก่อกวนประปรายครับ”
หานเจิงยังไม่พูดทันที
นิ้วชี้มือขวาลากจากตำแหน่งกองกำลังแนวหลังบนแผนที่ไปยังจุดสังเกตการณ์หมายเลขเจ็ด ระยะทางเกือบห้ากิโลเมตร
ทหารที่สวมอุปกรณ์ครบชุดและแบกสัมภาระวิ่งบนถนนปกติ ใช้เวลาราวยี่สิบห้านาที
แต่ที่นั่นไม่ใช่ถนนปกติ หากเป็นพื้นที่วุ่นวายซึ่งเต็มไปด้วยรถของพลเรือนและฝูงชนที่กำลังแตกตื่น แถมระหว่างทางยังมีเขตอันตรายที่กำลังถูกโจมตีคั่นอยู่
เวลาไปถึงจริง อย่างน้อยก็สามสิบนาที
และสามสิบนาทีนี้ก็มากพอให้แนวป้องกันด้านหลังถูกฉีกเป็นชิ้น ๆ
เขาคำนวณแผนต่าง ๆ อย่างรวดเร็วในหัว แต่ละทางเลือกผุดขึ้นแล้วถูกความจริงอันเย็นชาปัดตกไปในพริบตา
“ปัง!” ประตูรถถูกผลักเปิดจากด้านนอกกะทันหัน
ผู้ที่ก้าวเข้ามาคือผู้บัญชาการกองกำลังสนับสนุนจากเมืองซิงเฉิง ผู้บังคับกองพันยานเกราะ หลิวกวงเลี่ยง ซึ่งมียศพันโท
เขาเดินมาที่แผนที่ ก่อนจิ้มนิ้วลงบนตำแหน่งเมืองซิงเฉิงอย่างแรง
“หานเจิง ส่งคนกลับไปไม่ได้”
“สถานีอุตุนิยมวิทยาเมืองซิงเฉิงอัปเดตประกาศเตือนภัยระดับสูงสุดเมื่อสามสิบนาทีก่อน ความเร็วของคลื่นความหนาวเย็นรุนแรงที่เคลื่อนลงใต้เกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ อย่างช้าภายในหกชั่วโมง อุณหภูมิพื้นดินจะลดฮวบลงต่ำกว่าลบยี่สิบองศาแน่นอน”
“หกชั่วโมงคือช่วงเวลาสุดท้ายที่เราจะไปถึงเมืองซิงเฉิงได้! ถ้าถนนกลายเป็นน้ำแข็ง…”
