ย้อนเวลากลับไปยังวันที่ 5 หลังวันสิ้นโลก เวลา 19.00 น.
ห้องประชุมเล็กชั้นสองของที่ว่าการอำเภอไป๋สุ่ยเซี่ยน ซึ่งปกติใช้ประชุมคณะกรรมการประจำ หลอดไฟเสียไปสองดวง
ส่วนที่เหลือก็กะพริบติด ๆ ดับ ๆ ราวกับชีพจรเฮือกสุดท้ายของคนใกล้ตาย
เสียงเครื่องปั่นไฟดีเซลสำรองจากชั้นล่างดังหึ่งขึ้นมา สะเทือนแก้วเคลือบบนโต๊ะจนสั่นหึ่งตามไปด้วย
เฉินกั๋วต้ง เลขาธิการพรรคประจำอำเภอ นั่งอยู่หัวโต๊ะยาว ผมสั้นสีดอกเลาที่เคยหวีเรียบกริบ บัดนี้ยุ่งเหยิงราวกับเพิ่งถูกขยี้มา
ที่เขี่ยบุหรี่ตรงหน้าอัดแน่นไปด้วยก้นบุหรี่ อย่างน้อยก็ยี่สิบมวน
แผนที่ทั่วทั้งอำเภอไป๋สุ่ยเซี่ยนถูกกางอยู่บนโต๊ะ จุดยุทธศาสตร์หลายแห่งถูกวงด้วยปากกาเมจิกสีแดงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนจะถูกขีดทิ้ง ดูสับสนและสิ้นหวัง
เพิ่งวางสายไป แต่เฉินกั๋วต้งยังคงถือหูโทรศัพท์ค้างไว้ ไม่ยอมวางลงบนแท่น
ข้อนิ้วทั้งห้าค่อย ๆ คลายออกทีละข้อ ราวกับนักพนันที่เพิ่งทุ่มเดิมพันทั้งหมดลงบนโต๊ะ
“ทางเมืองซิงเฉิง... ว่ายังไงบ้าง?”
โจวจื้อเจียน รองนายกเทศมนตรีอาวุโสซึ่งนั่งอยู่ทางขวามือ เอ่ยถามก่อน เสียงแหบพร่า
เฉินกั๋วต้งไม่ได้ตอบทันที เขาค่อย ๆ วางหูโทรศัพท์ลง แล้วใช้นิ้ววาดวงกลมบนโต๊ะ
“ในที่สุด... ก็ยอมแล้ว”
ทันทีที่คำพูดนั้นหลุดออกมา คนเจ็ดแปดคนในห้องประชุมก็พากันถอนหายใจยาว
ชายวัยกลางคนร่างอ้วนในเครื่องแบบถึงกับฟุบหน้าลงกับฝ่ามือทั้งสอง ไหล่กระตุกสองครั้ง ไม่รู้ว่ากำลังหัวเราะหรือร้องไห้
“แต่มีเงื่อนไข” น้ำเสียงเย็นชาของเฉินกั๋วต้งทำลายความหวังริบหรี่ที่เพิ่งเกิดขึ้นในใจทุกคนให้กลับไปจมดิ่งในความสิ้นหวัง
“พวกเขารับประกันได้แค่เปิดเส้นทางและเคลียร์ทางหลวงสายหลักจากเมืองซิงเฉิงถึงอำเภอไป๋สุ่ยเซี่ยน ส่วนเรื่องอื่นไม่รับผิดชอบทั้งนั้น”
“อีกอย่าง ต้องส่งมอบตัวอย่างซากราชาหมูป่ากลายพันธุ์ให้สถาบันวิจัยชีววิทยาของเมืองซิงเฉิง โดยห้ามแตะต้องหรือเปลี่ยนแปลงสภาพเดิม”
