สู่อวี้ไม่ได้หันกลับไป
เขาเพียงชะลอฝีเท้าลงอย่างแนบเนียน ปล่อยให้เจียงมู่มู่กับหลินชิงลี่เดินนำหน้าไป
ขณะเดียวกัน มือขวาของเขาก็ล้วงเข้าไปด้านในเสื้อแจ็กเก็ตอย่างเงียบเชียบ คว้าด้ามปืนพกรุ่น 92 ที่เหน็บซ่อนไว้แนบตัวได้อย่างแม่นยำ ด้ามปืนเย็นเฉียบ
“มู่มู่ ชิงลี่ เลี้ยวซ้ายตรงตรอกทิ้งร้างข้างหน้า พอถึงปากตรอกก็เข้าไปเลย อย่าหันกลับมา”
เสียงของสู่อวี้เบาจนแทบไม่ได้ยิน แฝงความเย็นเยียบ
เจียงมู่มู่ฉลาดมาก เธอสัมผัสได้ทันทีว่าบรรยากาศผิดปกติ แต่ไม่ถามอะไรสักคำ คว้าแขนเสื้อหลินชิงลี่แล้วเร่งฝีเท้า
หลินชิงลี่เองก็ผ่านฉากนองเลือดมาไม่น้อย แววตาพลันคมกริบ ก่อนปรับจังหวะก้าวและตามไปทันที
สู่อวี้เหลือบมองกระจกมองข้างของรถตู้เก่าที่จอดทิ้งไว้ริมถนน
เป็นผู้ชายสองคน อายุราวยี่สิบต้น ๆ สวมเสื้อบุนวมสกปรก มือซุกอยู่ในกระเป๋า
คนหนึ่งรูปร่างสูงผอม เอวปูดนูนขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด เหมือนซ่อนอาวุธไว้
เมื่อครู่เขาควักเงินจ่ายในตลาดมืดคล่องมือเกินไป จึงตกเป็นเป้าของพวกอันธพาลที่หิวจนตาแดง
วันสิ้นโลกวันที่สี่ สู่อวี้ไม่ต้องให้ใครมาสอนหรอกว่า คนเราน่ากลัวกว่าผี
เขาหักเลี้ยวเข้าตรอกทันที เร่งฝีเท้าขึ้นฉับพลัน
เจียงมู่มู่กับหลินชิงลี่เลี้ยวพ้นหัวมุมไปแล้ว
สู่อวี้ก้าวยาว ๆ ตามไปสามก้าวก็ถึงปากตรอก หยุดอยู่ตรงมุมกำแพง หันหลังแนบผนัง ชักปืนออกมา ดึงสไลด์ขึ้นลำกระสุน
แววตาของสู่อวี้เย็นเยียบราวสระน้ำในฤดูหนาว
