ภายในโถงสถานี กลิ่นเหงื่อ กลิ่นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และความวิตกกังวลที่ไม่จางหายปะปนกันจนชวนคลื่นเหียน
สู่อวี้กระชับอ้อมแขน คางวางบนกระหม่อมของหญิงสาวในอ้อมกอด
ไม่มีกลิ่นหอมชวนฝันอะไรทั้งนั้น มีเพียงกลิ่นเหงื่อบูดกับกลิ่นฝุ่น
นี่แหละคือกลิ่นที่แท้จริงที่สุดของวันสิ้นโลก
“ฮือ ๆ...”
เจียงมู่มู่ซุกหน้าลงในเสื้อกันลมของเขา ร้องไห้จนตัวสั่นกระตุก
ความหวาดกลัวที่สะสมมานานเกือบสามสิบชั่วโมง ในที่สุดก็พบทางระบายและทะลักออกมาในวินาทีนี้
ผู้รอดชีวิตรอบข้างหลายคนส่งสายตาไร้ชีวิตมาให้ ถึงขั้นมีชายหลายคนที่แววตาอำมหิตจ้องมองเรือนร่างของเจียงมู่มู่อย่างไม่เกรงใจ
สู่อวี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย แววเย็นชาแล่นผ่านดวงตา
ในสถานที่วุ่นวายเช่นนี้ การดึงดูดความสนใจมากเกินไปไม่ใช่เรื่องดี
“พอได้แล้ว”
มือใหญ่ของสู่อวี้ตบแผ่นหลังเธอสองครั้ง คล้ายกำลังปลอบสัตว์ตัวน้อยที่ตกใจจนขวัญเสีย น้ำเสียงเจือความหยอกเย้าแกมรำคาญ “ถ้ายังร้องอีก ฉันจะทิ้งเธอไว้ที่นี่”
คนในอ้อมแขนไม่มีปฏิกิริยา
“จิ๊ ลองดมตัวเองดูสิ จะหมักจนเข้าเนื้ออยู่แล้ว เหม็นบูดอย่างกับปลาเค็ม”
เสียงร้องไห้หยุดกะทันหัน
เจียงมู่มู่เงยหน้าพรวด ใบหน้าเล็กที่เปื้อนน้ำตาพราวพร่าง แก้มป่องขึ้นทันที ราวกับหนูแฮมสเตอร์ขนพอง
“นายต่างหากที่เหม็น! ฉันเป็นนางฟ้าตัวน้อย! นางฟ้าไม่เหม็นหรอก!”
เธอสูดจมูกฟุดฟิด จากนั้นถูหน้าเข้ากับอกสู่อวี้อย่างแรงสองครั้ง ระบายแค้นด้วยการเช็ดน้ำตากับน้ำมูกทั้งหมดลงบนเสื้อเขา
แม้จะยังเถียงกลับอยู่ แต่ความคลุ้มคลั่งที่ใกล้จะพังทลายก็สลายไปในพริบตา
ยัยเด็กคนนี้ยังจัดการอารมณ์ตัวเองได้เก่งเหมือนเดิม
มุมปากสู่อวี้ยกขึ้นเล็กน้อย เขายื่นมือไปขยี้ผมยาวยุ่งเหยิงของเธอให้ยุ่งกว่าเดิม
