ตอนเอ่ยถึงชื่อแม่ เสียงของเขาสะอื้นจนแทบพูดต่อไม่ไหว
เจียงอวิ๋นเหยาก้มหน้า ไหล่สั่นน้อย ๆ แววตาคู่พิเศษเริ่มเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำตา
“คนที่สาม เจียงหย่วนซานกับเวินฮุ่ยอี๋ ก่อนเกิดภัยพิบัติอาศัยอยู่ในเขตเทียนเหอ เมืองหยางเฉิง”
สู่อวี้ช่วยพูดต่อให้เขาจนจบ
โจวเยี่ยนเหิงไม่ลังเล ล้วงกระดาษกับปากกาออกจากกระเป๋าเอกสารแล้วจดอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ซักถามรายละเอียดเพิ่มเติมอีกหลายข้อ
แต่พอจดไปได้ครึ่งหนึ่ง เขาก็เงยหน้าขึ้นมองสู่อวี้ แล้วชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนเลือกถ้อยคำ
“ผมกลับไปจะจัดคนตรวจสอบให้ แต่คุณสู่อวี้... ชายฝั่งมณฑลหนานถูกคลื่นยักษ์ซัดอย่างหนักในช่วงแรกที่เกิดภัยพิบัติ ตอนนี้ทั้งสถานีฐานสื่อสารและทางหลวงถูกตัดขาดหมดแล้ว”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ลดเสียงลงกว่าเดิม
“ผมรับปากได้แค่ว่าจะทำให้เต็มที่ แต่ไม่กล้ารับประกันผลลัพธ์”
“ทำเต็มที่ก็พอ”
สู่อวี้พยักหน้า “ตรวจพบอะไรก็รายงานมาตามนั้น ไม่ต้องเลือกแต่เรื่องดี ๆ มาบอกพวกเรา”
โจวเยี่ยนเหิงจดข้อมูลจนเสร็จแล้วลุกขึ้นยืน มองสู่อวี้ลึก ๆ อีกครั้ง
“งั้นผมขอตัวก่อน พรุ่งนี้เช้าเจ็ดโมง รถจะมาถึงตรงเวลา”
โจวเยี่ยนเหิงหันไปทางประตูใหญ่ ระหว่างเดินผ่านเจียงอวิ๋นฮ่าว เขาเหลือบมองร่างมนุษย์หมีตัวมหึมาที่สูงใหญ่ราวหอคอยอยู่นานหลายวินาที
ไหล่ที่กว้างเกินคนทั่วไปกับมัดกล้ามเนื้อใหญ่โตทำให้เขาลอบคำนวณบางอย่างในใจ
จากนั้นก็เร่งฝีเท้าออกไปนอกบ้าน
ประตูปิดลง
อากาศในห้องหนักอึ้ง แม้แต่เสียงหายใจก็ยังได้ยินชัด
เจียงอวิ๋นเหยาหดตัวอยู่ตรงมุมโซฟาเดี่ยว มือทั้งสองขยำชายเสื้อผ้าฝ้ายแน่นจนข้อนิ้วเกร็ง ขนตาเปียกชื้นด้วยหยาดน้ำตา
