ชีชีมาเร็วกว่าที่พวกเขาคาดไว้เสียอีก ตอนบ่ายสือปู้ยวี๋กำลังคิดจะออกไปเดินเล่น พอไปถึงหน้าประตูใหญ่ก็เห็นสาวงามคนหนึ่งถูกคนเฝ้าประตูขวางไว้
นางสวมชุดเรียบง่ายสีขาว ไม่ใช้เครื่องประดับใดๆ มีเพียงดอกไม้เล็กๆ ใช้ตกแต่ง เสริมให้โฉมงามที่โดดเด่นอยู่แล้วยิ่งสดใสขึ้นอีกสามส่วน
ชีชีที่หันมามองทางนี้เห็นนางเข้า อึ้งไปครู่หนึ่งแล้วรีบอ้อมคนเฝ้าประตูมาคำนับต่อหน้านาง “ชีชีได้รับพระคุณอันใหญ่หลวงจากคุณชาย ขอคุณหนูจงเมตตา ให้ข้าน้อยได้พบหน้าคุณชายเถิด”
ไม่น่าแปลกใจที่นางจะเป็นนางโลมที่ยังบริสุทธิ์อยู่ได้ถึงสามปีในสถานเริงรมย์ คำพูดนี้ทั้งแสดงความอ่อนแอ ทั้งเผยเจตนาที่มา และยังเรียกตัวเองว่า ‘ข้าน้อย’ เพื่อบอกฐานะของตนอีกด้วย
สือปู้ยวี๋ยิ้มอย่างมีความหมายแอบแฝง “เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าคือใคร”
ผู้ใดที่แอบคิดถึงเหยียนสืออันเพียงเล็กน้อยย่อมรู้ว่าเขาทั้งไม่มีภรรยา ไม่มีหญิงคนสนิท ชีชีจึงไม่คิดไปทางนั้นเด็ดขาด คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ย “คุณหนูเป็นน้องสาวของคุณชายใช่หรือไม่”
“จะเรียกว่าน้องสาวก็ไม่ผิดนัก” มองสีหน้า ‘เป็นเช่นนั้นจริงๆ’ ของนาง สือปู้ยวี๋ยิ้มแล้วพูดต่อ “แต่กระนั้น ลูกพี่ลูกน้องต่างเพศก็สามารถเพิ่มความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นได้นะ”
ชีชีตกใจยิ่งนัก “เพิ่มความ… สัมพันธ์?”
สือปู้ยวี๋กวักมือให้คนเฝ้าประตูถอยไป แล้วหันหลังเดินกลับ “เข้ามาเถิด”
ชีชีกัดฟัน ยกชายกระโปรงตามเข้าไป ต่อให้ ต่อให้จะเป็นอย่างที่นางคิดจริงๆ นางก็ต้องร้องขอให้อีกฝ่ายใจอ่อนให้ได้
สือปู้ยวี๋มีความรู้สึกหวงอาณาเขตรุนแรง นางไม่พาคนกลับไปยังเรือนของตนเอง แต่เดินเข้าไปในเรือนรับรองแขกเรือนหนึ่งตามสบายแล้วนั่งลง
