สือปู้ยวี๋รับเมล็ดบัวมาแล้วก็ไม่กลับเข้าห้อง ตรงไปยังระเบียงกันฝน นั่งลงตำแหน่งที่ตนนั่งเป็นประจำ กินเมล็ดบัวเอง ส่วนเปลือกก็โยนให้ปลา
“ไม่ต้องไปสำนักศึกษา?”
“อาจารย์ว่าช่วงนี้มีวงเสวนากวีกันทุกที่ ดีกว่าอยู่ในสำนักศึกษา ให้ข้าไปเปิดหูเปิดตาเสียหน่อย”
เหยียนสืออันไม่สะดวกจะไปนั่งข้างนาง จึงยืนเอียงตัวมองนางเคลื่อนไหว ดูไปดูมาไม่เหมือนเจ้าของจวนแห่งนี้ กลับเหมือนแขกประจำของเรือนนี้เสียมากกว่า
สาวชิงซานรีบยกเก้าอี้มาวางให้
เหยียนสืออันเลื่อนเก้าอี้ให้ใกล้คุณหนูสือผู้ไม่มีทีท่าเป็นเจ้าของเรือนขึ้นเล็กน้อย แล้วนั่งลงถาม “เหตุใดไม่เห็นอากู?”
“ออกไปธุระ” สือปู้ยวี๋นั่งขัดสมาธิ ปอกเมล็ดบัวไปพลางพูดไปพลาง “ข้าตกลงกับพี่ชายคนที่เจ็ดแล้ว กิจการนั้นยกให้เป็นชื่อเขา นอกจากการส่งคนเข้าไปสืบข่าวแล้ว เราจะไม่ยุ่งมากนัก ไม่ว่าเขาจะวางกฎหรือแนวทางอย่างไรก็ปล่อยให้เขาจัดการ ที่เหลือก็มีเพียงเงินที่เจ้าต้องเป็นผู้ออก”
“ข้าควรไปขอบคุณเขาสักครั้ง”
“ขอบคุณข้าก็พอ ข้ารับคำขอบคุณแทนพี่ชายข้าเอง” สือปู้ยวี๋ทำหน้าขรึมเคร่งขรึมขึ้นมาทันใด “เจ้าจะขอบคุณข้าอย่างไร?”
เหยียนสืออันอดยิ้มตามไม่ได้ “เจ้าอยากให้ข้าขอบคุณอย่างไร?”
“อากูไม่ให้ข้ากินเนื้อปลาดิบ”
นี่มันไม่ใช่การบอกใบ้แล้ว เรียกได้ว่าเป็นการบอกตรงๆ เสียมากกว่า เหยียนสืออันกำมือแนบปากกลั้นรอยยิ้ม “แอบกินเนื้อปลาดิบสักมื้อคงไม่คุ้ม อากูนอกจากจะไม่ให้เจ้ากินอีกนานแล้ว ข้าเกรงว่าจะเข้าเรือนนี้ไม่ได้อีกเลย”
สือปู้ยวี๋คิดตามก็เห็นจริง ด้วยนิสัยของอากู หากนางกล้ากินของดิบโดยไม่ลืมหูลืมตาเช่นนี้ ต่อไปอีกปีคงไม่ได้กินอีกสักมื้อ
