พี่น้องทั้งสองพูดคุยกันไม่รู้จบ สือปู้ยวี๋อยู่กินมื้อเย็นด้วย แล้วพูดคุยกันอีกนานถึงจะกลับ
เฉิงจวินยวี่กำลังคิดจะไปพบเหยียนสืออันพอดี จึงอาสาไปส่งนางถึงหน้าประตูตระกูลเหยียน
ยังไม่ทันลงจากม้า ก็เห็นคนหลายคนเดินออกมาจากในเรือน คนที่เดินนำหน้ารูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าหล่อเหลา สีหน้ายิ้มแย้ม ก้าวเท้าเร็วปรู๊ดปร๊าด
“เหตุใดถึงกลับมืดดื่นเพียงนี้ ข้ากำลังคิดจะออกไปตามหาเจ้าอยู่พอดี”
สือปู้ยวี๋ตาเบิกกว้างเล็กน้อย ด้วยความสัมพันธ์ของพวกเขา เขายังจะมาว่ากล่าวว่านางกลับดึกหรือ? นึกขึ้นได้ว่าเวลานี้อยู่ข้างนอก คาดว่าเขาคงแสร้งทำเป็นแสดงไป กระนั้นก็ลงจากม้าแล้วเล่นละครต่อ:“ข้ากับพี่ชายไม่ได้พบกันนาน จึงเผลอคุยกันจนลืมเวลาไปเลยเจ้าค่ะ”
“พี่จวินยวี่” เหยียนสืออันคำนับด้วยท่าทางถ่อมตัว เขาไม่คิดเลยว่าผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือในหมู่ปราชญ์วรรณกรรมอย่างเฉิงจวินยวี่จะถูกคุณหนูสือเรียกขานว่า “พี่ชาย” ไม่เคยได้ยินว่าอาจารย์ของเขาคือผู้ใด หรือมีประวัติอันน่าทึ่งใดมาก่อน ไม่คิดเลยว่าจะเกี่ยวข้องกับคุณหนูสือ เช่นนี้แล้ว เฉิงจวินยวี่ผู้นี้คงมิใช่เพียงบุตรชายคนรองของตระกูลเฉิงธรรมดา ๆ กระมัง
“คุณชายสืออันหล่อเหลาดังคำเล่าลือจริง ๆ” เฉิงจวินยวี่เหลือบมองน้องเล็ก เห็นนางไม่มีใจคิดหวั่นไหวใด ๆ ก็วางใจ แม้จะหล่อเหลาเพียงใดก็ไร้ประโยชน์ต่อหน้าสือปู้ยวี๋ นางกว่าจะสนิทกับผู้ใดได้ต้องใช้เวลาและโอกาส ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการตกหลุมรัก คงไม่มีสายใยเส้นนั้นอยู่ในตัวนางเลยด้วยซ้ำ
ทั้งสองอายุต่างกันพอสมควร ผู้คนที่คบหาก็ไม่ได้อยู่ในวงเดียวกัน ไม่เคยพบหน้ากันมาก่อน แม้จะรู้จักกันในนาม แต่เพียงวันนี้ถึงได้ติดต่อกันเป็นครั้งแรก อย่างไรก็ดี ด้วยว่าต่างก็ไม่มีเจตนาจะเป็นศัตรูกับสือปู้ยวี๋ บรรยากาศจึงถือว่ารื่นเริงดี
