ทุกคนล้วนตกตะลึง
ฉู่หัวชางร่างแข็งทื่อชั่วขณะหนึ่งจนแทบสังเกตไม่เห็น นางมองศีรษะเล็กๆ ปุกปุยนั่นที่อยู่แทบเท้า แทบจะยกเท้าถีบออกไปด้วยสัญชาตญาณ ทว่ากลุ่มก้อนน้อยๆ นั่นกลับตัวสั่นเทาอยู่ข้างเท้าตนอย่างน่าสงสาร ราวกับลูกแมวหรือลูกหมาที่ถูกทอดทิ้ง เสียงสะอื้นนั้นแผ่วเบาและน่าเวทนา
"ท่านแม่~"
เฉินเยว่เจียวเงยหน้าขึ้น น้ำตาคลอเบ้ามององค์หญิง แล้วร้องเรียกอีกครั้งด้วยเสียงนุ่มนวล
"ท่านแม่~ ท่านพ่อไม่ได้โกงนะเจ้าคะ"
เสิ่นอันเหอตกใจจนวิญญาณแทบหลุด "เจียวเจียว อย่าเสียมารยาท รีบปล่อยองค์หญิงเดี๋ยวนี้!"
ฉูเหยียนขมวดคิ้วแน่น
เด็กนี่ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วหรือ?
คนที่นางล่วงเกินคือองค์หญิงผู้เป็นพระขนิษฐาร่วมพระอุทรกับฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน เพียงแค่เอ่ยวาจาหนึ่งประโยคก็ตัดสินความเป็นความตายของคนได้
เมื่อครู่เขายังรู้สึกว่าเด็กน้อยน่าสนใจ แต่ดูตอนนี้ เด็กนั่นช่างหาที่ตายจริงๆ
แต่ในวินาทีต่อมา มารดาผู้สูงศักดิ์ ฐานันดรศักดิ์ที่อยู่ในสายตาของฉูเหยียน กลับก้มลงอุ้มเฉินเยว่เจียวขึ้นมาแล้ว
ฉู่หัวชางมองเด็กน้อยนุ่มนิ่มในอ้อมแขน แม้นางจะแต่งกายซอมซ่อ แต่หว่างคิ้วกลับเห็นเงาของบิดา โดยเฉพาะดวงตาคู่นั้นที่เต็มไปด้วยความหวาดหวั่นระคนตื่นตระหนก ผู้เป็นแม่ย่อมทนเห็นสิ่งนี้ไม่ได้ที่สุด
นางมีฐานะสูงศักดิ์ และมีบุตรชายเพียงสามคนที่ยิ่งวันยิ่งแข็งกร้าว ไม่มีผู้ใดเข้าใกล้ชิดเช่นนี้มานานหลายปีแล้ว
เสียงเรียก "ท่านแม่" นั่น ยิ่งทำให้ใจที่เย็นชาขึ้นทุกทีท่ามกลางคลื่นการต่อสู้ในราชสำนัก เกิดระลอกคลื่นเล็กๆ กระจายตัว
"เรียกท่านแม่อีกสักคำให้แม่ฟังหน่อย"
เฉินเยว่เจียวร้องเรียกอีกครั้งอย่างว่านอนสอนง่าย "ท่านแม่~"
ฉู่หัวชางรู้สึกยินดีกับเสียงนุ่มนวลนี้ จนแทบไม่อยากปล่อยมือ
เสิ่นอันเหอถอนหายใจอย่างโล่งอก
องค์หญิงทรงโปรดเจียวเจียวถึงเพียงนี้ คาดว่าเขาคงอยู่ในจวนองค์หญิงได้ดีขึ้น
"ท่านแม่!"
ฉูเหยียนซึ่งอยู่ด้านข้างยืนตะลึงงัน จากนั้นก็กำหมัดแน่น
ตั้งแต่จำความได้ มารดาเข้มงวดกับพวกเขาสามพี่น้องอย่างที่สุด ไม่ต้องพูดถึงการกอดเขา แม้แต่ตรัสด้วย น้ำเสียงก็ยังเย็นชา
แต่ตอนนี้ นางกลับยอมอุ้มเด็กบ้านอื่น พูดจาอ่อนโยน
สัมผัสได้ถึงสายตาที่ไม่เป็นมิตรนั้น เฉินเยว่เจียวได้แต่หดร่างน้อยๆ เข้าไปในอ้อมกอดขององค์หญิง
"ท่านแม่ เขาดุร้ายเหลือเกิน ข้ากลัว"
องค์หญิงชำเลืองมองฉูเหยียนปราดหนึ่ง จากนั้นจึงสั่งให้บ่าวพาเสิ่นอันเหอและคนอื่นๆ ลงไปพักผ่อนก่อน
"แล้วให้ห้องเครื่องเตรียมขนมมาให้เด็กน้อยนี่เพิ่ม ข่มขวัญให้นาง"
เสิ่นอันเหอรีบอุ้มบุตรสาวกลับมา พึ่งจะขอบพระทัยเตรียมจะจากไป ก็ได้ยินฉูเหยียนส่งเสียงเย็นชา
"ข้าไม่เห็นด้วย"
"เหยียนเอ๋อร์ บังอาจ!"
องค์หญิงมิได้เปล่งเสียงสูง แต่กลับเปี่ยมด้วยอำนาจเต็มเปี่ยม
ฉูเหยียนเม้มริมฝีปากแน่น ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่ยอม
ฉู่หัวชางชี้ให้สาวใช้คนหนึ่งนำทาง เสิ่นอันเหอจึงเดินตามสาวใช้คนนั้นไป
เพียงแต่ตอนเดินผ่านฉูเหยียน ก็ได้ยินเขาแค่นเสียงเยาะ
"คนบำเรอก็คือคนบำเรอ เหตุใดต้องบอกว่าเป็นเขยตกเข้า"
เฉินเยว่เจียวรู้สึกว่าฝีเท้าของท่านพ่อหยุดชะงัก เกรงว่าเขาจะยืดอกแก้ต่างให้ตนเองเช่นเมื่อครู่อีก จึงได้แต่ดึงชายเสื้อของเขาเบาๆ
โชคดีที่เสิ่นอันเหอรู้กาลเทศะ ทำเหมือนไม่ได้ยินอะไร และเดินจากไปโดยไม่หยุด
ออกจากห้องดอกไม้แล้ว เฉินเยว่เจียวก็แอบถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่นางก็ยังมองท่านพ่อด้วยความกังวลใจอยู่บ้าง
การตกเข้าเป็นเขย ต่อไปคำพูดหยาบช้าเช่นนี้ยังมีอีกมากมาย ไม่รู้ว่าท่านพ่อจะอดทนได้อย่างวันนี้หรือไม่
เช่นเดียวกับชาติที่แล้ว สองพ่อลูกถูกจัดให้อยู่ในเรือนฟังหิมะทางลานตะวันตกก่อน องค์หญิงคงรู้ว่าบุตรชายสามคนของนางไม่ชอบเสิ่นอันเหอ จึงจัดให้สองพ่อลูกอยู่ไกลถึงเพียงนี้ แต่กลับเรียกเสิ่นอันเหอไปหาเสมอ เรือนฟังหิมะหลังใหญ่เหลือเพียงเฉินเยว่เจียวที่ยังเล็ก กับบ่าวรับใช้อีกไม่กี่คน
ต่อมาเมื่อนางโตขึ้นบ้าง ในที่สุดก็รู้จากคำพูดเสียดสีของบ่าวพวกนั้นว่าเรือนฟังหิมะไม่ใช่ที่ที่ดี ก็เลยหลอกล่อให้เสิ่นอันเหอขอเรือนที่ใหญ่กว่าจากองค์หญิงเป็นรางวัลให้ตน
ในเวลาเดียวกัน พี่ชายบุญธรรมทั้งสามของนางก็เก่งกาจขึ้นเรื่อยๆ ฉู่ยี่บุตรชายคนโต กับฉู่เซวียนบุตรชายคนรองต่างมีผลงาน แม้แต่ฉูเหยียนบุตรชายคนเล็กที่ทำให้องค์หญิงปวดหัวที่สุด ก็ยังได้รับคำชมจากเบื้องพระพักตร์ฮ่องเต้ นางพยายามเอาใจพวกเขา วิ่งไปหาพวกเขาอยู่เสมอ
ฉู่เซวียนเย็นชา ฉู่ยี่เมินเฉย ส่วนฉูเหยียนก็ยิ่งหลอกนางให้ตายใจ ทำให้นางกลายเป็นตัวตลกทั่วเมืองหลวง ออกไปไหนก็ถูกผู้คนชี้นิ้ววิพากษ์วิจารณ์
แต่ยิ่งเป็นเช่นนี้ นางยิ่งอยากได้อำนาจที่แท้จริง ก็ยิ่งไม่รู้จักตายเข้าไปพัวพันพี่ชายบุญธรรมทั้งสาม ทำเอาเขารำคาญ
และครั้งนี้ เพื่อรักษาชีวิตน้อยๆ ไว้ เฉินเยว่เจียวกลับยินดีที่จะอยู่ในเรือนฟังหิมะ ห่างจากพวกสกุลฉู่ทั้งสามให้มากที่สุด
เห็นเสิ่นอันเหอกำลังจัดหนังสือของตนอย่างเนี้ยบรียบร้อยอย่างระมัดระวัง เฉินเยว่เจียวก็นึกขึ้นมาได้ว่า ชาติก่อนสองพ่อลูกพึ่งเข้ามาอยู่ในจวนองค์หญิงได้ไม่กี่วัน ฉู่หัวชางก็จัดการให้เสร็จเรียบร้อย ช่วยให้เสิ่นอันเหอได้ทะเบียนสอบคืนมา และอีกครึ่งปีก็จะถึงวันสอบพอดี แต่ช่วงนั้น องค์หญิงแทบจะให้เสิ่นอันเหออยู่รับใช้ทุกคืน การสอบครานั้น เขาจึงสอบตก
คิดถึงตรงนี้ เฉินเยว่เจียวก็วิ่งเข้าไป ดึงแขนเสื้อเขาเบาๆ
"ท่านพ่อ หากองค์หญิงทรงช่วยกู้ทะเบียนสอบให้ท่าน ท่านจะไปสอบหรือไม่?"
ดวงตาคู่งามของเสิ่นอันเหอพลันสว่างวาบขึ้นมา
"จะไม่ให้ไปสอบได้อย่างไร พ่อของเจ้ารอมาหลายปี ในที่สุดก็รอจนถึงวันนี้ ข้าจะให้คนที่ใส่ร้ายข้าได้เห็น ว่าต่อให้สอบอีกครั้ง ตำแหน่งจอหงวนก็ยังเป็นของเสิ่นอันเหอข้า"
"แต่การที่ท่านพ่อสอบได้อีกครั้ง ล้วนพึ่งพาพระบารมีขององค์หญิง หากเป็นเช่นนี้ ไม่ว่าท่านพ่อจะสอบติดหรือไม่ คนอื่นก็ย่อมมีคำพูดทั้งนั้น"
ก็เหมือนที่ฉูเหยียนพูด ฟังดูดีก็คือเขยตกเข้า ฟังดูแย่ก็คือคนบำเรอ
ความยินดีปรีดาของเสิ่นอันเหอเหมือนถูกสาดด้วยน้ำเย็น ความรู้สึกถดถอยอย่างใหญ่หลวงทำให้เขาไม่มีกะจิตกะใจไปคิดว่าเด็กอายุห้าขวบจะเอ่ยคำพูดเช่นนี้ได้อย่างไร
"ชาตินี้ข้าทำได้เพียงเป็นคนไร้ประโยชน์เท่านั้นหรือ?"
"ท่านพ่อช่างโง่นัก ท่านมีองค์หญิงเป็นที่พึ่ง ยามนี้องค์หญิงทรงโปรดท่านอยู่ เหตุใดท่านไม่ทูลขอให้องค์หญิงทรงช่วยสืบสวนเรื่องราวในปีนั้นเล่า? เมื่อประกาศให้ทั่วหล้ารู้ คืนความบริสุทธิ์ให้ท่านพ่อแล้ว ต่อไปใครจะกล้าใช้เรื่องทุจริตมารังแกท่านอีก?"
เสิ่นอันเหอดีใจอย่างที่สุดในใจ
จริงด้วย เขาคิดแต่เพียงจะรีบสอบให้ได้เป็นขุนนาง เมื่อถึงตอนนั้นก็จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองได้ แต่เรื่องนี้หากไม่ได้รับการชำระให้กระจ่างสักวัน เกรงว่าเส้นทางการสอบของเขาคงจะไม่ราบรื่นไปจนตาย
คิดได้ดังนี้ เสิ่นอันเหอก็อุ้มบุตรสาวขึ้นมา กล่าวอย่างปลาบปลื้มใจว่า "เจียวเจียว เจ้าช่วยพ่อได้เรื่องใหญ่จริงๆ!"
เฉินเยว่เจียวถอนหายใจอย่างโล่งอก ดูท่าท่านพ่อจะยังฟังคำแนะนำอยู่
ฉวยโอกาสนี้ นางอยากจะกล่าวเตือนอีกสักสองสามคำ แต่พอดีเวลานั้น หมอที่องค์หญิงส่งคนไปเชิญมา ก็มาถึงเพื่อตรวจดูอาการนางแล้ว
และคนที่นำหมอเข้ามาไม่ใช่ใครอื่น กลับเป็นฉูเหยียน
ก่อนจะเข้ามา ฉูเหยียนได้ยินเสียงหัวเราะอย่างร่าเริงของเด็ก แต่พอเขาก้าวเข้าไป เสียงหัวเราะนั้นก็พลันหายไปทันที
แล้วมองไปที่เด็กหัวฟู ไม่รู้ว่านางไปหลบอยู่ข้างหลังเสิ่นอันเหอตั้งแต่เมื่อใด หาได้มีท่าทางเหิมเกริมปีนขึ้นไปกอดแม่เช่นเมื่อครู่อีก
เพียงแต่ดวงตาคู่นั้น กลับมองเขาด้วยความสงสัยและอยากรู้
เขาถลึงตากลับไป "มองอะไร?"
เฉินเยว่เจียวหดคอ มือน้อยๆ จับเสื้อคลุมยาวของท่านพ่อไว้แน่น ปากก็พึมพำเบาๆ "เขามาทำไม? ชาติก่อนไม่มีเรื่องนี้เลยนะ..."
คิ้วของฉูเหยียนขมวดขึ้น "เจ้าพูดว่าอะไร?"
ใจของเฉินเยว่เจียวตึงเครียด รีบก้มหน้าตอบอย่างหวาดๆ "ไม่รู้สิเจ้าคะ ข้าไม่ได้พูดอะไรเลย"
ฉูเหยียนย่างเท้าเข้ามาจนถึงตรงหน้านางอย่างช้าๆ กลิ่นหอมกำยานเย็นสะอาดปนกับไอเย็นยะเยือกปกคลุมลงมา
น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและแฝงรอยยิ้ม "เฉินเยว่เจียว"
เขาเรียกชื่อเต็มของนาง
"แสร้งทำอยู่... เหนื่อยหรือไม่?"
แผ่นหลังของเฉินเยว่เจียวแข็งทื่อในทันที เลือดในกายราวกับหยุดไหล ณ ชั่วขณะนี้